หน้าเว็บ

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2552

How to buy Printer for u

Printer การเลือกซื้อเครื่อง พริ้นเตอร์ อย่างไรให้โดนใจคุณ

การเลือกซื้อเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ไว้ ใช้งานสักเครื่องหนึ่ง ก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับการเลือกซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆ เลย เพียงแต่ผู้ซื้อควรจะมีความรู้เกี่ยวกับตัวสินค้าสักหน่อยเท่านั้น ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ในที่นี้อย่างเช่น การอ่านสเปกอย่างคร่าวๆ ของเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ได้ สามารถอ่านแล้วทำความเข้าใจได้ว่า ความสามารถของสินค้าชนิดนั้นๆ สามารถทำอะไรด้มั่ง มีความละเอียดในการพิมพ์เท่าไร่? สามารถหยดน้ำหมึกได้เล็กที่สุดกี่พิโคลิตร? แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น การเลือกซื้อเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ยังต้องคำนึงถึงในเรื่องของประสิทธิภาพในการทำงาน ราคาของเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ งบประมาณที่จะซื้อ รวมไปจนถึงประสิทธิภาพของเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ที่ซื้อมาใช้งานแล้ว คุ้มค่ากับเงินทองที่เสียไปหรือไม่ ถ้าทำอย่างนี้การเลือกซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ หรือการเลือกซื้อเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ สำหรับผู้ใช้หลายๆ ท่านก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากแล้วครับ

มาทำความรู้จักกันก่อนดีกว่าครับว่า เครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ที่มีขาย หรือใช้งานกันในปัจจุบันนี้มีเครื่องพรินเอร์แบบใดกันบ้าง เราสามารถแบ่งเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ได้เป็น
1) เครื่องดอตเมตริกซ์พริ้นเตอร์ (Dotmatirx Printer)
2) เครื่องฟิล์มพริ้นเตอร์ (Film Printer)
3) เครื่องอิงค์เจ็ตพริ้นเตอร์ (Inkjet Printer)
4) เครื่องมินิพริ้นเตอร์ (Mini Printer)
5) เครื่องเลเซอร์พริ้นเตอร์ (Laser Printer)
6) เครื่องไลน์พริเตอร์ (Line Printer)
7) เครื่องมัลตฟังก์ชัน (Multifunction Printer) หรือ All-In-One (AIO)
8) เครื่องพล็อตเตอร์ (Plotter)

ในการเลือกซื้อ Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบหลายๆอย่างประกอบกัน ซึ่งในแต่ละองค์ประกอบนั้นมีความสำคัญไม่แพ้กัน ในการเลือกซื้อ ตรงนี้จะทำให้ผู้ใช้ได้รับประโยชน์สูงสุด คือเกิดความคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปแต่ที่แน่ ๆ สิ่งแรกควรพิจารณาจากการใช้งานเป็นหลักว่า ผู้ใช้ต้องการPrinter พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ไปใช้งานประเภทใดเป็นส่วนใหญ่ เพราะพริ้นเตอร์แต่ละรุ่นเน้นการทำงานที่ต่างกันในตลาดเมืองไทยของเรามี พริ้นเตอร์ให้เลือกซื้ออยู่มากมายหลายรุ่น หลาก หลายประเภทโดยแต่ละรุ่นก็มีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของราคา การใช้งาน ส่วนในประเภทของ Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ นั้นที่เห็นอย่างชัดเจนในปัจจุบัน มีอยู่ ด้วยกันถึง 4 ประเภท เนื่องจาก Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ มีการพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ มีการเพิ่มเติมเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น การใช้งานมีความ หลากหลายมากขึ้นจนตอนนี้เครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องพิมพ์ธรรมดาไปเสียแล้ว เช่น ในบ้างรุ่นสามารถพิมพ์งานด้านกราฟิกที่มีความละเอียดสูงๆ พิมพ์ภาพถ่ายได้แล้ว จากประเภทของพริ้นเตอร์ที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วนั้นแบ่งได้ดังนี้ครับ

เครื่องดอตเมตริกซ์พริ้นเตอร์ (Dotmatix Printer) เหมาะสมสำหรับห้างร้าน ผู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางหรือผู้ใช้ที่ต้องการเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ที่สามารถ ทำสำเนาได้

เครื่องดอตเมตริกซ์พริ้นเตอร์ (Dotmatix Printer) นี้การพิมพ์โดยใช้หัวเข็มครับ ไม่ได้ใช้เป็นหัวพ่นจึงไม่จำเป็นจะต้องซื้อน้ำหมึกแต่ต้องซื้อผ้าหมึกแทน คล้ายๆ กับ เครื่องพิมพ์ดีดแบบปกติทั่วไป ทำให้ผู้ใช้ประหยัดเงินค่าซื้อน้ำหมึกไปได้มาก เนื่องจากผ้าหมึกมีอายุการใช้งานสูงกว่าใช้น้ำหมึกมากหลายเท่า เหมาะกับการใช้ งานในสำนักงานที่ต้องการใช้พิมพ์เพียงเอกสารแบบปกติ อย่างพวกใบเสร็จต่างๆ และงานพิมพ์ทั่วไป ในด้านการใช้งานตัวเครื่องมีความยืดหยุ่นสูง สามารถใช้ ได้กับกระดาษหลายประเภท ในการเลือกซื้อพริ้นเตอร์ประเภทนี้เรื่องความละเอียดในการพิมพ์เรามองข้ามไป ได้เลยครับเพราะปกติของ Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ Dotmatix ค่าความละเอียดสูงสุดแล้วอยู่ที่ 360x360 จุดต่อตารางนิ้วทั้งหมด (ที่มีจำหน่ายอยู่ในตลาดบ้านเราครับ) จำนวนหัวเข็มของเครื่องพิมพ์จะมีตั้งแต่ 24 หัวเข็ม 32 หัวเข็ม ยิ่งจำนวนหัวเข็มมากก็จะทำให้งานที่พิมพ์ออกมามีความละเอียดขึ้น ความเร็วในการพิมพ์ตัวอักษรมีตั้งแต่ 192 ต่อCPS, 240, 264, 300, 360, 375, 390, 400, 432, 450 จนถึง 504 ต่อCPS (CPS คือ ความเร็วในการพิมพ์ตัวอักษรต่อนิ้ว) เห็นได้ว่าเพียงความเร็วในการพิมพ์ตัวอักษรก็มีให้เลือก มากแล้ว ส่วนนี้คงอยู่ที่ความพอใจของผู้ซื้อเองว่าจะเลือกความเร็วที่เท่าไรค่าความ ต่างในการพิมพ์ไม่ได้ต่างกันมากเพียงไม่กี่วินาทีต่อแผ่น



Epson LQ-300+

Fujisu DL3800Pro
Nec P2000
Oki
Microline 390 Turbo
Panasonic KX-P1131







ต่อ มาเป็นจำนวนที่สำเนาที่เครื่องสามารถทำได้ เช่น 1 ต้นฉบับ 3 สำเนา, 1 ต้นฉบับ 4 สำเนา ไปจนถึง 1 ต้นฉบับ 7 สำเนา ส่วนนี้แล้วแต่ความ ต้องการของผู้ใช้ครับ กระดาษก็เป็นเรื่องสำคัญครับแต่ในพริ้นเตอร์ Dotmatrix แล้วจะใช้กระดาษต่อเนื่องที่เป็นทำเป็นสำเนา ความกว้างของกระดาษ ก็เป็น ส่วนหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงครับ ถ้าเครื่องพิมพ์มีความกว้างของกระดาษไม่พอ ก็ทำให้ไม่สามารถพิมพ์งานได้ครับ ในส่วนอื่นๆ ก็เหมือนๆกันไม่ได้แตกต่างกันมาก ช่องต่อพอร์ต เป็น Parallel โดยส่วนใหญ่ มีไม่กี่รุ่นที่ต่อพอร์ต USB ได้ด้วย ที่น่าพิจารณาก็อยู่ตรงที่หน่วยความจำบัฟเฟอร์ยิ่งมาก ยิ่งดีครับเพราะเครื่องจะ มีความยืดหยุ่นในการทำงานสูงขึ้น และเรื่องของราคาเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ประเภทนี้มีราคาค่อนข้างสูงอยู่พอสมควร แต่ถ้าคิดถึงโดยรวมแล้วคุ้มครับเนื่องจากผู้ใช้ ไม่ต้องเสียเวลา ซื้อน้ำหมึกมาเติมอยู่บ่อยๆเหมือนเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ประเภทอื่นส่วนราคาผ้าหมึกเวลาซื้อเปลื่ยนก็ไม่แพงมาก ถ้าหากกำลังมองหาพริ้นเตอร์ประเภท นี้อยู่ก็คงต้องพิจารณาให้ดีนิดนึงนะครับ

เครื่องอิงค์เจ็ตพริ้นเตอร์ (Inkjet Printer) เหมาะสมสำหรับการใช้งานโดยรวม สามารถพิมพ์เอกสาร รูปภาพที่เป็นขาว-ดำ และสีได้

เครื่อง อิงค์เจ็ตพริ้นเตอร์ (nkjet Printer) เป็นประเภทที่เหมาะสมกับผู้ใช้ทั่วไปทุกระดับตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา ไปจนถึงสำนักงานใหญ่ ๆ และกำลังได้รับความ นิยมมากที่สุดในตลาดบ้านเราขณะนี้ เนื่องจากมีราคาตั้งแต่ไม่กี่พันบาท ไปจนถึงหลักหมื่นเลยที่เดียวสำหรับการเลือกซื้อเครื่องประเภทนี้จำเป็นต้อง ดูอะไร หลายๆอย่างประกอบกัน เหมือนเดิมครับว่าต้องดูการใช้งานของผู้ใช้เป็นหลักว่าต้องการใช้เครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ประเภทนี้เน้นในด้านใดเป็นหลัก อันนี้ก็สืบเนื่องมา จากว่าเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ประเภทนี้มีขายในตลาดบ้านเรามากมายหลายรุ่นจริงๆ ในแต่ละรุ่นมีการทำงานที่แตกต่างกันหลายอย่างเลยทีเดียว คือมีจุดเด่นที่แตกต่าง กันนั้นเอง พริ้นเตอร์ประเภทInkjet พิมพ์งานโดยใช้ตลับน้ำหมึก เวลาเลือกซื้อต้องดูด้วยว่ารุ่นนี้ใช้ตลับน้ำหมึกแบบไหนรุ่นอะไร ตลับสีและดำ ราคาเท่าไรแต่ ละแบรนด์ราคาตลับหมึกถูกบ้างแพงบ้างต่างกันไป อย่างบางรุ่นราคาพริ้นเตอร์ไม่แพงมากแต่ราคาตลับเป็นพันบาทก็มี ตรงส่วนนี้ต้องดูให้ละเอียดครับ

เรื่องของคุณภาพของน้ำหมึกมีขอ แตกต่างกันบ้างเล็กน้อยบ้างรุ่นตลับสีแบบรวมไม่ได้แยกเป็นสี ตรงจุดนี้แบบรวมจะมีข้อเสียเล็กน้อยที่ถ้าตลับสีแบบ รวมสีหนึ่งสีใดหมดต้องเปลี่ยนทั้งตลับเลย ไม่เหมือนกับแบบแยกสีที่ถ้าสีใดหมดก็เปลื่ยนเพียงสีนั้นสีเดียวได้แต่ ปัจจุบัน รุ่นใหม่ๆที่ใช้ตลับหมึกสีแบบรวมมี เทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้น้ำหมึกสีหมดแบบพอๆกัน เพื่อนำมาแก้ปัญหาตรงจุดนี้ หากผู้ใช้เน้นทำงานกราฟิกเป็นส่วนใหญ่ขอแนะนำให้ใช้พริ้นเตอร์ที่มีตลับหมึก สี แยกจะดีกว่าเพราะจะประหยัดกว่ามากครับ ส่วนผู้ใช้ที่เน้นการทำงานปกติ มีพิมพ์ภาพบ้างใช้แบบตลับหมึกสีรวมก็พอแล้วครับ


Canon PIXMA iP90
Epson Stylus Photo R800


HP Photosmart 8150
Lexmark P915

ต่อ ไปก็เป็นค่าความละเอียดของตัวเครื่องให้เลือกที่ความเหมาะสมดูไปแล้ว เมื่อเทียบกับในปัจจุบันคงต้องเลือกค่าความละเอียดไม่ต่ำกว่า 1200x1200 จุดต่อตารางนิ้ว สำหรับผู้ที่ใช้งานปกติ ตรงนี้ไม่ใช่ว่าความละเอียดต่ำกว่านี้จะไม่ดีนะครับ แต่เพื่อการทำงานในอนาคตและราคาก็แตกต่างกัน เล็กน้อย สำหรับผู้ที่ทำงานกราฟิก ออกแบบน่าจะเลือกความละเอียดประมาณ 4,800 x 1,200 จุดต่อตารางนิ้ว ขนาดช่องใส่กระดาษก็ปกติ A4 หากมีทุนหน่อยก็ เลือกเครื่องที่ใส่กระดาษขนาด A3 ได้ไปเลย ส่วนช่องพอร์ตจะมีตั้งแต่ Parallel, USB 1.1/2.0 ให้เลือกที่เป็น USB ครับเพราะการรับส่งข้อมูลจะเร็วกว่า แบบParallel เรื่องราคาอยู่ที่ความพอใจเลยครับ ราคาถูกประสิทธิภาพการทำงานต่างก็ลดลงเช่นกัน ถ้าต้องการเครื่องที่มีประสิทธิภาพ ในการทำงานสูงก็ลง ทุนหน่อยนะครับ สำปัจจุบันนี้เครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ แบบ Inkjet สามารถจะพิมพ์รูปภาพจากกล้องดิจิตอลโดยตรงได้โดยที่ไม่ต้องเชื่อมต่อกับ เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ สามารถอ่านสื่อบันทึกข้อมูลแบบ Memory Stick, MulitMedia Card(MMC), Secure Disk(SD), CompactFlash (CF) และ XD เหมาะสำหรับ หรับผู้ใช้ที่มีกล้องดิจิตอลอยู่แล้วต้องการเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ที่สามารถพิมพ์ภาพได้ บางรุ่นก็มีหน้าจอบนตัวเครื่องทำให้สามารถเลือกดูภาพจากตัวเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ได้ก่อนที่จะพิมพ์ บางรุ่นก็ไม่มีแต่ก็สามารถดูภาพที่ตัวกล้องแทนได้ ในส่วนกระดาษที่ใช้ถ้าเป็นการพิมพ์เอกสารธรรมดาประเภท Word, Excel ควรจะใช้ กระดาษที่ใช้ควรจะเป็นกระดาษที่มีความหนา 80 แกรมขึ้นไปครับ เพราะความหนาของกระดาษจะช่วยให้ตัวอักษรที่พิมพ์ออกมาอีกความคมชัดด้วย ถ้าเป็นการ พิมพ์รูปภาพ ควรจะใช้กระดาษโฟโต้เหมาะที่สุดครับ คุณภาพในด้านสีและความละเอียดที่ออกมาจะทำให้สามารถแสดงสีได้ไม่ผิดเพี้ยน มากเกินไป



พอร์ตการเชื่อมแบบ PicBridge สำหรับเชื่อมต่อโดยตรงกับกล้องดิจิตอล และสั่งพิมพ์รูปภาพได้ทันที
Card Reader ที่ติดตั้งมาบนตัวเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ทำให้เพิ่มความสะดวกในการทำงานยิ่งขึ้น

เครื่องอิงค์เจ็ตพริ้นเตอร์บางรุ่นยังสามารถพิมพ์รูปภาพลงบนแผ่น CD หรือ DVD ได้อีกด้วย



เครื่อง อิงค์เจ็ตพริ้นเตอร์ในปัจจุบันมีความสามารถที่แตกกต่างกันมากมาย ทางด้านผู้ผลิตที่คิดค้น และค้นคว้าจุดเด่น หรือข้อดีของแต่ละผลิตภัณฑ์ขึ้นมาแข่งขันกัน ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการอ่านสื่อบันทึกข้อมุลต่างๆ ได้ เช่น Compact Flash, MultiMedia Card, Secure Disk, XD Card, Memory Stick ในแบบต่างๆ และการติดตั้งพอร์ตเชื่อมต่อแบบ PicBridge หรือบางผู้ผลิตเรียกว่า Print Direct ก็ยังสามารถช่วยให้การใช้งานนั้นง่ายยิ่งขึ้น เพียงแต่ผู้ใช้มีกล้องดิจิตอลที่รองรับเทคโนโลยี PicBridge และเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ที่รองรับเทคโนโลยีนี้เหมือนกัน เท่านี้ก็สามารถใช้งานสั่งพิมพ์รูปภาพผ่านทางกล้องดิจิตอลได้แล้วครับ ในส่วนความสามารถในการพิมพ์รูปภาพหรือข้อความลงบนแผ่น CD หรือ DVD นั้นกำลังเริ่มนิยมขึ้นเรื่อยๆ ครับ หลายๆ ผู้ผลิตก็ทยอยออกสินค้ารุ่นใหม่ๆ ของตนที่มีความสามารถในการพิมพ์รูปภาพ หรือข้อความลงบนแผ่น CD หรือ DVD ได้ออกมา สำหรับโปรแกรมที่ใช้งานกับเครื่องอิงค์เจ็ตพริ้นเตอร์นั้น แต่ละผู้ผลิตก็ได้พัฒนา Software ของตนขึ้นมาเพื่อรองรับการทำงาน และประสานการทำงานระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้ และเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ให้สามรถใช้งานได้อย่างง่ายดาย

เครื่อง เลเซอร์พริ้นเตอร์ (Laser Printer) เหมาะสมกับการใช้งานร่วมกันในผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการความละเอียด สำนักงานขนาดเล็ก ไปจนถึงขนาดใหญ่ที่มี งานเอกสารปริมาณที่มาก

เครื่อง เลเซอร์พริ้นเตอร์ (Laser Printer) นับว่ามีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลยในตลาดบ้านเราเมื่อเทียบกับการทำงานทั่ว ไปของพริ้นเตอร์ประเภทนี้กับ เครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ประเภท Inkjet จุดแตกต่างที่เห็นกันอย่างชัดเจนคงต้องเป็นในเรื่องของปริมาณการพิมพ์ที่ พริ้นเตอร์ประเภทเลเซอร์ สามารถพิมพ์ได้จำนวน มากกว่า ใส่กระดาษได้มาก รวดเร็วกว่าในการพิมพ์ในจำนวนมากๆ มีความคมชัดสูงทั้งพิมพ์สี ขาวดำและยังสามารถแชร์การทำงานกับผู้ใช้หลายคนได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากกว่าประเภทอื่น ในปัจจุบันนี้เครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์พริ้นเตอร์ได้มีการนำออกมาวางจำหน่าย กันมากมายหลายรุ่น โดยในแต่ละรุ่นก็จะมี ประสิทธิภาพและฟังก์ชันในการทำงานที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถเลือกซื้อเลเซอร์พริ้นเตอร์ที่เหมาะสมกับ ลักษณะงานและปริมาณงานในองค์กร ของตนให้มากที่สุด ส่วนในเรื่องของราคานั้นอาจจะมีราคาสูงนิดหน่อย แต่ก็คุ้มค่าครับ กับประสิทธิภาพที่ดีกว่ามีความยืดหยุ่นในการทำงานสูง ส่วนในการเลือก ซื้อควรดูที่ฟังก์ชันการทำงานเป็นหลักว่าเหมาะสมกับงานของเราหรือเปล่า ถ้ามีฟังก์ชันมากก็จะทำให้ผู้ใช้สะดวกมากขึ้น สำหรับในการทำงานร่วมกันหลายคน

เครื่องเลเซอร์พริ้นเตอร์ยัง สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ เครื่องเลเซอร์พริ้นเตอร์ขาว-ดำ (Monochome Laser Printer) และเครื่องเลเซอร์พริ้นเตอร์สี (Color Laser Printer)



Brother HL-5150D
Epson AcuLaser C3000N
HP Color LaserJet 2550L
Fuji Xerox DocuPrint C525A
Konica Minolta PagePro 1300W






ใน ด้านความละเอียดของตัวเครื่องก็ดูที่ความเหมาะสมกับงาน แนะนำว่าพริ้นเตอร์เลเซอร์เหมาะมากครับสำหรับการใช้งานในสำนักงาน ดูจะไม่ เหมาะเท่าไรนักถ้าจะซื้อมาใช้งานส่วนตัวเพราะโดยส่วนใหญ่แล้วเครื่องประเภท นี้เน้นสนับสนุนระบบเน็ทเวิร์กเป็นหลักครับ Laser พริ้นเตอร์ก็ยังไม่ทั้งขาว-ดำ และสี ในด้านความละเอียดของเครื่อง Laser มีความละเอียดทั้งแต่ 600 x 600 จุดต่อตารางนิ้ว ไปจนถึง 1,200 x 1,200 จุดต่อตารางนิ้ว ความเร็วในการ พิมพ์ก็มีส่วนสำคัญครับ ความเร็วในการพิมพ์ของเครื่อง Laser ก็สามารถพิมพ์ในโหมดขาว - ดำได้ตั้งแต่ 10 แผ่นต่อนาทีขึ้นไป ส่วนโหมดสีตั้งแต่ 6 แผ่นต่อ นาทีขึ้นไป ต่อมาก็มาดูที่หน่วยความจำของเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ส่วนใหญ่ใน Laser พริ้นเตอร์จะติดตั้งหน่วยความจำตั้งแต่ 8 MB, 16 MB, 32 MB ไปจนถึง 96 MB แต่ก็สามารถเพิ่มเติมได้อีก ยิ่งมีหน่วยความจำมากเท่าไหร่ก็จะทำให้เครื่องพิมพ์สามารถประมวลผล และรับงานในปริมาณที่มาก ล้วพิมพ์งานออกมาได้ รวดเร็วขึ้น ลำดับต่อมาเป็นการเชื่อมต่อมีตั้งแต่ Parallel, USB 1.1/2.0, Ethernet ในส่วนนี้แล้วแต่ผู้ใช้ครับ แต่ขอแนะนำให้เลือกใช้ที่เป็นการเชื่อมต่อแบบ USB 1.1/2.0 ดีกว่าครับ เพราะจะทำให้การส่งข้อมูลมีความรวดเร็วกว่าแบบอื่น และถ้าต้องการใช้งานในระบบเครือข่าย (LAN) ขั้นก็ควรจะมีพอร์ตเชื่อมต่อแบบ Ethernet 10/100 Base-T/TX ด้วยครับ แต่เราจะใช้การเชื่อมต่อแบบ USB 1.1/2.0 เพื่อให้เครื่องเลเซอร์พริ้นเตอร์ของเราเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องหึง แล้วทำงานแชร์ทรัพยากรเครื่อง ให้เครื่องลูกข่าย (Client) ให้สามารถใช้งานเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ตัวนั้นก็ได้ครับ ซึ่งมีข้อเสียคือในการทำงานจำเป็นทีจะต้องเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ ไว้ตลอดเวลา จึงจะสามารถสั่งพิมพ์งานได้ แต่ถ้าเป็นการเชื่อมต่อแบบEthernet ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องนำเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ มาเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่สามารถนำเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ เครื่องที่มีมาตรฐานการเชื่อมต่อแบบ Ethernet นั้นไปเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายด้วยสาย LAN ได้ทันที เสมือนการทำงานว่าเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ เครื่องนั้นเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งนั่นเองครับ ในการทำงานก็สามารถสั่งพิมพ์งานได้ทันที สะดวกและรวดเร็วประหยัดพลังงานมากกว่าแบบแรกครับ

โทนเนอร์ก็มี ส่วนสำคัญครับ ถ้าราคาโทนเนอร์แพงก็ไม่คุ้มค่าที่จะใช้งานต้องระมัดระวังในส่วนนี้ด้วย กระดาษที่ใช้กับเครื่อง Laser สามารถใช้ กระดาษขนาด A4 บางรุ่นก็สามารถพิมพ์กระดาษขนาด A3 ได้ ส่วนถาดใส่กระดาษใน Laser บางรุ่นสามารถเพิ่มถาดกระดาษได้ เหมาะสำหรับงานที่มี ปริมาณเอกสารมาก ไม่ต้องกังวลว่าปริมาณกระดาษจะพอไหม ในส่วนการใช้งาน Laser พริ้นเตอร์แบบขาว- ดำเหมาะสำหรับผู้ใช้ที่เน้นงานเอกสารเป็นหลัก ไม่ต้องการพิมพ์รูปภาพ หรือข้อความที่เป็นสี ทำให้ได้ตัวอักษรที่คมชัดกว่าเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ Inkjet หลายเท่า ส่วน Laser พริ้นเตอร์แบบสีเหมาะสำหรับผู้ใช้ ที่เน้นงานด้านรูปภาพ แต่ก็มีงานด้านเอกสารด้วย

เครื่อง มัลติฟังก์ชัน (Multifunction) หรือ All-In-One (AIO) น้องใหม่ที่ออกมาพร้อมอุปกรณ์ทำงานที่ครบเครื่องทั้ง พิมพ์ สแกน ก๊อปปี้ และส่งแฟกซ์ คุ้มค่ากับราคาที่น่าลอง

ก่อนอื่นเรามาเริ่มทำความ รู้จักกับอุปกรณ์นี้กันก่อน สำหรับเครื่องมัลติฟังก์ชันหรือออลอินวันจะเป็นการนำเอาความสามารถและ ฟังก์ชันการทำงานของ อุปกรณ์ต่อพ่วงหลัก ๆ มารวมเข้าไว้ด้วยกันอย่างครบชุด ซึ่งประกอบไปด้วย เครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ เครื่องสแกนเนอร์ เครื่องถ่ายเอกสาร และเครื่องแฟกซ์ แต่สำหรับ เครื่องมัลติฟังก์ชั่นในบางรุ่นอาจจะไม่ได้รวมเอาเครื่องแฟกซ์มาด้วยก็ได้ แต่หลัก ๆ อย่างไรก็สามารถพิมพ์งาน สแกน และถ่ายเอกสารได้ครับ

ส่วน การทำงานของเครื่องมัลติฟังก์ชันมีการพัฒนาในเรื่องของการทำงานให้มีการทำ งานร่วมกันได้อย่างเต็มที่มากขึ้น อย่างที่เราจะเห็นได้จาก ฟังก์ชันในการถ่ายเอกสารนั่นเองซึ่งจะเป็นการประสานงานในการทำงานร่วมกัน ระหว่างเครื่องสแกนเนอร์กับพริ้นเตอร์ นอกจากนี้ยังได้มีการเพิ่มฟังก์ชัน ในการสั่งงานบางอย่างที่จะช่วยให้การถ่ายเอกสารทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบมาก ขึ้นด้วย อย่างเช่น การย่อหรือขยายเอกสาร การทำสำเนา หรือจะเป็นการปรับ เลือกโหมดการถ่ายเอกสารสีหรือการถ่ายเอกสารขาว-ดำได้ เป็นต้น

ส่วน เครื่องมัลติฟังก์ชันที่มีแฟกซ์ในตัวเราจะสังเกตได้จากแผงควบคุมที่จะมีปุ่ม สำหรับกดเลขหมายโทรศัพท์ได้ครับ สำหรับกลุ่มผู้ใช้ที่เหมาะสำหรับ เครื่องมัลติฟังก์ชันนี้จะมีทั้ง กลุ่มธุรกิจองค์กรทั้งขนาดเล็กและขนาดกลาง โฮมออฟฟิศ และกลุ่มผู้ใช้งานตามบ้าน ซึ่งสำหรับกลุ่มผู้ใช้งานตามบ้านนั้นในตอนนี้ กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะทางผู้ผลิตทั้งหลายต่างก็ได้ส่งเครื่องมัลติฟังก์ชันราคาประหยัดลงมาทำ ตลาดกัน ซึ่งจะมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ สี่พันกว่าบาทเท่านั้น และเมื่อลองเทียบกันกับการซื้อพริ้นเตอร์และสแกนเนอร์แบบแยกชิ้นแล้ว จะเห็นได้ว่ามีราคาต่างกันไม่มาก แต่เมื่อดูถึงจุดเด่นของ มัลติ ฟังก์ชันที่ประหยัดพื้นที่ในการติดตั้งกว่า และสามารถถ่ายเอกสารทั้งสีทั้งขาว-ดำได้แล้วถือว่าเป็นตัวเลือกใหม่ที่น่า สนใจทีเดียว



Brother MFC-620CN
Canon PIXMA IP780



HP Officejet 6210
Lexmark X7170

ใน การเลือกซื้อเครื่องมัลติฟังก์ชันเราจะอาศัยหลักการเลือกซื้อแบบแยกชิ้นอาจ จะไม่ได้ เพราะในการเลือกซื้อแบบแยกชิ้น อย่างการซื้อพริ้นเตอร์สัก เครื่องเราอาจจะพิจารณาจากความละเอียดในการพิมพ์เป็นอันดับต้น ๆ ก็ได้ แต่สำหรับการซื้อมัลติฟังก์ชันนั้นต่างกันเนื่องจากมัลติฟังก์ชันเป็น อุปกรณ์แบบ รวมชิ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราคาดหวังว่าในการพิมพ ์ต้องมีความละเอียดเท่านี้ สแกนเนอร์ต้องสแกนงานได้ที่ความละเอียดเท่านี้นั้นเป็นเรื่องที่กำหนดได้ยาก ถ้าให้ดีเราควรเลือกซื้อตามความต้องการและความเหมาะสมในการใช้งานเป็นหลักดี กว่า

อย่างเช่นถ้าที่ออฟฟิศของคุณมีเครื่องแฟกซ์อยู่แล้วก็ควร เลือกซื้อเครื่องมัลติฟังก์ชันแบบที่ไม่มีแฟกซ์ในตัวมาใช้ ซึ่งราคาส่วนต่างระหว่างรุ่นที่มี แฟกซ์กับไม่มีแฟกซ์จะต่างกันค่อนข้างมากอยู่ ส่วนในเรื่องของความละเอียดในการพิมพ์และการสแกนงานนั้น ในการเลือกซื้อให้ขึ้นอยู่กับลักษณะของงานด้วย อย่างถ้ามีความจำเป็นต้องมีการใช้งานเกี่ยวกับด้านกราฟิกบ้าง เครื่องมัลติฟังก์ชันที่มีความละเอียดสูง ๆ ก็จะเหมาะสมกับงานแบบนี้มากกว่า หรือถ้าหากมีการใช้ งานการพิมพ์หรือการสแกนที่ต้องการความละเอียดสูงจริง ๆ หรือมีการใช้งานเป็นประจำ อันนี้ควรจะเลือกซื้อแบบแยกชิ้นไปเลยดีกว่า เพราะในการใช้งานแบบ เฉพาะเจาะจงนั้นอุปกรณ์แบบแยกชิ้นย่อมทำงานได้ดีกว่าเสมอ เราต้องอย่าลืมว่า เครื่องมัลติฟังก์ชันนั้นถูกออกแบบมาเพื่อช่วยอำนวยความสะดวก และเพื่อเพิ่ม ความคล่องตัวในการทำงานให้มากขึ้นครับ แต่ถ้าจะเลือกซื้อมัลติฟังก์ชันความละเอียดมีตั้งแต่ 600 x 600 จุดต่อตารางนิ้ว, 1200 x 1200 ตารางนิ้ว ความ สามารถในการพิมพ์ขาว-ดำ 12 แผ่นต่อนาทีขึ้นไป พิมพ์สี 10 แผ่นต่อนาทีขึ้นไป ส่วนความละเอียดในการสแกนตั้งแต่ 600 x 1200 จุดต่อตารางนิ้ว ยิ่งมากยิ่ง สแกนได้ความละเอียดสูงครับ จำนวนบิตสีก็สำคัญส่วนใหญจะประมาณ 48 บิตสี บางรุ่นยังสามารถสแกนแล้วย่อ – ขยายได้ตั้งแต่ 25% - 400% ในส่วนนี้ เป็นส่วนเพิ่มเติมครับ หน่วยความจำในเครื่องมัลติฟังก์ชันก็สำคัญควรจะมีประมาณ 16 MB ขึ้นไปครับ จะได้ช่วยประมวลผลในการพิมพ์ได้เร็วขึ้น การเชื่อม ต่อสามารถเลือกได้ว่าต้องการแบบใด Parallel, USB 1.1/2.0, FireWire และ Ethernet ขอแนะนำให้ใช้ USB 1.1/2.0 เพราะราคาไม่สูงมากนัก แต่ถ้า ต้องการความเร็วในส่งข้อมูลที่สูงขึ้นแนะนำ FireWire ครับ ฟังก์ชันในการใช้งานในตอนนี้มัลติฟังก์ชันมีสามารถในการพิมพ์ภาพจากกล้อง ดิจิตอล หรือสื่อ บันทึกข้อมูล Memory Stick, MutiMedia Card(MMC), Secure Disk(SD), CompactFlash(CF) และ XD-Cart

สำหรับเครื่องมัลติ ฟังก์ชันในปัจจุบันนั้นมีการพัฒนาขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีในการพิมพ์ที่มีความละเอียดในการพิมพ์ที่สูงขึ้น สามารถพิมพ์รูปภาพได้สวยขึ้น ไม่แพ้เครื่องอิงค์เจ็ตพริ้นเตอร์, ในเรื่องของความสามารถในการพิมพ์ก็เช่นเดียวกันครับ เครื่องมัลติฟังก์ชันมีความเร็วในการพิมพ์ที่รวดเร็วยิ่งขึ้น สามารถพิมพ์ได้ไวขึ้น, ซอฟต์แวร์ที่ใช้กับเครื่องมัลติฟังก์ชันก็มีความง่ายต่อการใช้งานยิ่งขึ้น โดยจะมีโปรแกรมที่ช่วยเหลือในการพิมพ์ให้เป็นเรื่องง่ายขึ้ ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์งาน การสแกนรูปภาพ หรือการทำสำเนา และรวมทั้งการรับ-ส่งแฟกซ์ โดยที่การทำงานต่างๆ เหล่านี้สามารถควบคุมการทำงานได้ทั้งจากเครื่องคอมพิวเตอร์โดยผ่านทาง ซอฟต์แวร์ควบคุม หรือว่าจะเป็นการสั่งงานผ่านทางหน้าจอควบคุม และปุ่มควบคุมทางด้านบนของตัวเครื่อง, การทำงานของเครื่องมัลติฟังก์ชันก็มีมีความสามารถอื่นๆ เพิ่มเติมอีก ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์เอกสาร 2 หน้าอัตโนมัติโดยที่ไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติม เพราะได้ติดตั้งไว้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานกับตัวเครื่องแล้ว ซึ่งบางรุ่นก็ยังได้เพิ่มเติมความสามารถในการพิมพ์รูปภาพ หรือข้อความลงบนแผ่น CD หรือ DVD อีกด้วย

ประเภทของเครื่อง Printer พริ้นเตอร์ หรือ ปริ้นเตอร์ สำหรับงานแต่ละประเภท
สำหรับงานพิมพ์เอกาสารธรรมดา ขาว-ดำที่ต้องการสำเนา
เครื่องดอตเมตริกซ์พริ้นเตอร์( Dot Matrix Printer)
สำหรับงานพิ์พ์เอกสารธรรมดาขาว-ดำ และสี รูปภาพ ภาพถ่าย
เครื่องอิงค์เจ็ทพริ้นเตอร์ (InkJet Printer)
สำหรับงานพิมพ์ที่ต้องการความรวดเร็ว คมชัด
เครื่องเลเซอร์พริ้นเตอร์ขาว-ดำ (Mono Laser Printer)
สำหรับงานพิมพ์ที่ต้องการความรวดเร็ว คมชัด และต้องการพิมพ์สี
เครื่องเลเซอร์พริ้นเตอร์สี (Color Laser Printer)
สำหรับงานพิมพ์ที่ต้องการพิมพ์เอกสารธรรมดาขาว-ดำ และสี พร้อมด้วยการสแกน ทำสำเนา และส่งแฟกซ์
เครื่องมัลติฟังก์ชัน (Multifunction Printer)



Thanks : buycoms.com

วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2552

Breakfast is important!!!

อาหารเช้า สำคัญที่สุดในการป้องกันโรคอ้วนและเบาหวาน และช่วงหลัง ๆ พบว่า การรับประทานอาหารช้า ๆ จะทำให้ทานได้น้อยกว่าเดิม

หลักการในการเลือกอาหารคือ

1. เราทราบจากบทความเมื่อวานแล้วว่า อาหารไทยหลายอย่างมีพลังงานเท่าไร เลือกรับประทานอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ เช่น ก๋วยเตี๋ยว ของต้ม
2. ดื่มน้ำมาก ๆ ประมาณ 8 แก้วต่อวัน การรับประทานผักผลไม้ก็ช่วย
3. รับประทานผักและผลไม้หลายสีหลายชนิด เพื่อรับสารที่มีคุณค่าต่าง ๆ
4. อย่าลืมรับประทานอาหารเช้าเสมอ
5. อาหารควรมีกากใยมาก เช่น เลือกผลไม้แทนที่น้ำผลไม้ ขนมปังที่มีกาก ข้าวซ้อมมือ
6. พยายามลดการใช้น้ำมันให้น้อยที่สุด
7. อาหารหวานเลี่ยง หรือใช้น้ำตาลเทียม
8. ทานอาหารให้ตรงมื้อ ตรงเวลา
9. ทานอาหารช้า ๆ เคี้ยวนาน ๆ

ไอเดียอาหารเช้า

* ยุคสมัยเปลี่ยนบางคนไม่รับประทานอาหารเช้า เชื่อเถอะว่า ไม่มีทางคุมน้ำหนักได้ ลองดูง่าย ๆ
* โยเกิร์ตไขมันต่ำ และข้าวโอ๊ตหรือคอร์นเฟลค
* ขนมปังwhole wheat และทาแยมถั่วบาง ๆ
* นมถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้ ใส่เครื่องพวกถั่วต่าง ๆ อาจซื้อเตรียมมาและแช่ตู้เย็นไว้ตั้งแต่กลางคืน
* ข้าวต้ม
* ผลไม้

อาหารว่างพลังงานต่ำ เอาติดตัวไปที่ทำงาน

* ผลไม้พวกแอปเปิ้ล ส้ม
* ผลไม้กระป๋อง
* ผลไม้แห้ง
* ป๊อปคอร์นไม่ใส่น้ำตาลครีมหรือเนย
* ซีเรียลไขมันต่ำ

Boot Linux On Flash Drive

สร้าง Boot Linux ลง Flash Drive

ถ้าคุณเป็นผู้หนึ่งที่ใช้ ระบบปฏิบัติการ Linux และต้องการสร้างแผ่น Boot แต่ไม่ได้สร้างลงแผ่น CD น่ะครับ สร้างลง USB Flash Drive ถ้าสนใจลองใช้ฟรีโปรแกรมตัวนี้ดูครับ "UNetbootin" แต่ถ้าคุณไม่มี USB Flash Drive สามารถสั่งให้โปรแกรม download ISO (CD image) ไฟล์แบบออนไลน์ได้อีกด้วย

UNetbootin ตัวช่วยสร้างแผ่น boot สำหรับ Linux

UNetbootin Boot Linux

  • สนใจ download UNetbootin ขนาดไฟล์ 2.90 MB
  • รองรับการสร้าง Boot ทั้งระบบปฏิบัติการ Windows และ Linux โดยตรง

รองรับการ download ISO ไฟล์จากแหล่งของ OS ต่างๆ

  • Ubuntu
  • Debian
  • Linux Mint
  • OpenSUSE
  • Arch Linux
  • Damm Small Linux
  • Slitaz
  • Puppy Linux
  • gNewSense
  • FreeBSD
  • NetBSD
  • Fedora
  • PCLinuxOS
  • Sabayon Linux
  • Gentoo
  • MEPIS
  • Zenwalk
  • Slax
  • DreamLinux
  • Elive
  • CentOS
  • Mandriva
  • FaunOS
  • Frugalware Linux
  • xPUD

Thanks : unetbootin | it-guides.com

Window on USB Flash Drive

หลาย ๆ ท่านคงจะมีปัญหา เกี่ยวกับการลง Windows ด้วย แผ่น CD แบบเดิม ๆ และยิ่งการใช้กับ Netbook ด้วยแล้ว เพราะเป็นเครื่องขนาดเล็ก ไม่มี DVD Drive ติดมาด้วย ทำให้ลำบากในการลง โปรแกรมจากแผ่นแต่ละที ต้องหา External Drive กันวุ่นวาย

เรามาทำให้ USB Flash Drive หรือ Thumb Drive ของเราสามารถติดตั้ง Windows XP ได้โดยไม่ต้องพึ่ง CD กันเลยดีกว่า พกพาสะดวก แถมยังเร็วกว่าด้วย

สิ่งที่ต้องเตรียม
1. Flash Drive หรือ Thumb Drive ขนาด 1G ขึ้นไป แนะนำควรจะเป็นขนาด 2G เพราะเราอาจบรรจุ Driver หรือ Software ต่าง ๆ ที่จำเป็นลงไปด้วย

2. แผ่น Windows XP เวอร์ชั่นไหนก็ได้ที่ต้องการนำมาติดตั้ง

3.โปรแกรมที่จำเป็น เพื่อใช้ในการจัดการครั้งนี้
  • USB_PREB8 - โปรแกรม Scripts Dos แบบ Auto จะเป็นตัวช่วยจัดการทุกอย่างให้เรา
  • PeToUSB - โปรแกรมสำหรับ Format USB Drive ของเรา
  • BootSect - โปรแกรมเพิ่ม Boot Record ให้ USB Drive
ก่อนอื่น ก็ให้ดาวโหลดตัวโปรแกรมที่จำเป็น มาไว้กันก่อน แล้วก็ดำเนินการขั้นต่อไปได้เลย


ขั้นตอน
1. ทำการคลาย zip ของทุกไฟล์ที่เราได้มา ไฟล์แรกเราจะได้ /usb_prep8 ไฟล์ที่สองเราจะได้ ไฟล์ PeToUSB.exe ให้นำไปไว้ใน /usb_prep8 และไฟล์สุดท้าย จะได้ /bootsect

2 ก็จัดการ รันโปรแกรม usb_preb8.cmd ได้เลย จะขึ้นหน้าต่าง console ของ DOS mode ขึ้นมาอธิบายการปรับแต่งก่อน ดำเนินการต่อดังนี้ ให้ทำตามได้เลย


  • ไฟล์ WINNT.SIF เป็นไฟล์ที่เก็บ config ในการลง windows ไว้ ถ้ามีก็เอาไปไว้ที่ USB_PREB8 ด้วย (ไฟล์จะอยู่ใน directory I386) ไปก๊อบมาไว้ใน /usb_prep8 ได้เลย
  • ก๊อบเอา directory $OEM$ จากแผ่น มาไว้ด้วย โดยควรจะลบ ของเก่าทิ้งก่อน กรณีหากต้องการ ขั้นตอนการติดตั้ง จากแผ่นของเราเองเลย
เมื่อจัดการขั้นตอนตามที่บอกเสร็จแล้ว ก็กดปุ่ม ไปต่อได้เลย

3. จะมีหน้าต่างโปรแกรม PetoUSB.exe ขึ้นมา ให้เราเช็คว่า เลือก USB Drive ถูกตัวแล้ว ก็กด Start ได้เลย



4. เมื่อโปรแกรมทำการ Format USB Drive ของเราเสร็จแล้ว อย่าเพิ่งปิดโปรแกรม PetoUSB แต่ให้ไป เปิดหน้าต่าง DOS Console ขึ้นมา Start-->Run-->cmd แล้วไปยัง directory ที่เราเก็บโปรแกรม Bootsect ไว้ แล้วทำการรันโปรแกรมคำสั่ง

bootsect.exe /nt52 h:

โดย /nt52 สำหรับทำ Boot sector ของ XP /nt60 สำหรับ Vista และ h: คือ Drive ของ USB Drive ของท่าน ให้เปลี่ยนเป็นตัวอักษรไดร์วที่ใช้อยู่ เมื่อรันโปรแกรมจนเสร็จแล้ว จะกลับมาสู่ Prompt อีกครั้ง ก็ปิดหน้าจอนี้ได้

5.ทำการ Close โปรแกรม PetoUSB

6.ที่หน้าต่างโปรแกรม usb_preb8 จะขึ้นเมนู ดำเนินการต่อ


กด 1 เพื่อเลือก Drive ต้นฉบับ Windows XP ของท่าน
กด 3 เพื่อเลือก Drive ของ USB Drive ที่ใช้อยู่

พร้อมแล้วก็กด 4 เริ่มต้นได้เลย ตอบ Yes ไปตลอดทุกขั้นตอน รอซักพัก รอจนเสร็จ ก็เป็นอันเรียบร้อย

Thanks : NetbookThai.com

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2552

IT Certificate

เปิดโลก IT Certificate วัดความสามารถบุคลากรไอที

ประกาศนีย บัตรในผลิตภัณฑ์ต่างๆ นั้น เป็นเสมือนสิ่งที่รับรองบุคคลว่า บุคคลที่ได้รับประกาศนียบัตรนั้นมีความรู้ความชำนาญในเรื่องของผลิตภัณฑ์ นั้น สามารถที่จะทำงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์นั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลายบริษัทและองค์กรต่างมีการออกประกาศนียบัตรเพื่อรับรองถึงคุณภาพของ บุคลากรที่ได้รับประกาศนียบัตรของตน ซึ่งต้องมีการทดสอบในเรื่องความรู้และความชำนาญในผลิตภัณฑ์ของตน บทความนี้เป็นการบอกเล่าถึงประกาศนียบัตรประเภทต่างๆ ของแต่ละบริษัท เช่น ไมโครซอฟท์ ซิสโก้ ซัน และโนเวล นอกจากนี้ในตอนท้ายมีขั้นตอนในการเตรียมพร้อมเพื่อให้สามารถประสบความสำเร็จ ในการสอบใบประกาศนียบัตร

หากกล่าว ถึงเรื่องของประกาศนียบัตร (Certificate) หรือใบรับรองความสามารถนั้น นับได้ว่าเป็นสิ่งที่รับรองถึงความรู้ความสามารถของบุคลากรด้านเทคโนโลยี สารสนเทศหรือไอทีจนถึงขั้นที่ว่าเป็นมาตรฐานเลยทีเดียว ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ด้านคอมพิวเตอร์ของบริษัทผู้ผลิต และองค์กรบางองค์กรได้ออกประกาศนียบัตรเพื่อรับรองถึงคุณภาพของบุคลากรที่ ได้รับประกาศนียบัตรของตน

เทคโนโลยี ในด้านต่างๆ มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว โดยเฉพาะในส่วนของเทคโนโลยีด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์นั้นมีการ พัฒนาปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา บริษัทและองค์กรต่างๆ ที่มีการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ภายในองค์กรนั้น ย่อมต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ในด้านของเทคโนโลยีดังกล่าว เมื่อความรู้และเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลง บุคลากรเหล่านั้ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงเหล่า นี้ จึงเป็นธรรมดาที่ต้องพัฒนายกระดับความรู้ความสามารถของตนเองให้สามารถทำงาน กับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงให้ได้ การพัฒนาความรู้ความสามารถของบุคลากรทำได้หลายทาง ยกตัวอย่าง เช่น การศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง การสอบถามจากบุคคลอื่นที่มีความรู้และความชำนาญมากกว่า และการเข้ารับการอบรม เป็นต้น การสอบเพื่อให้ได้ใบประกาศนียบัตรเป็นหนึ่งในแนวทางการยกระดับความรู้ความ สามารถทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของบุคลากร รวมถึงองค์กรตลอดจนถึงระดับประเทศด้วย

ปัจจุบัน เจ้าของผลิตภัณฑ์ต่างๆ นั้นมีการจัดสอบเพื่อวัดระดับความรู้ของบุคคลมีต่อผลิตภัณฑ์ของตนเพื่อที่จะ สามารถประเมินได้อย่างคร่าวๆ ว่าบุคคลนั้นมีความรู้ความชำนาญในเรื่องของผลิตภัณฑ์มากน้อยเพียงไร บริษัทผู้เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์อันเป็นที่นิยมอาทิเช่น ไมโครซอฟท์ ซัน ไมโครซิสเต็ม ซิสโก้ซิสเต็ม ออราเคิล และโนเวล ซึ่งประกาศนียบัตรของแต่ละผลิตภัณฑ์มีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป เรามาลองพิจารณารายละเอียดประกาศนียบัตรต่างๆ ของผู้ผลิตซึ่งเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์นั้นกัน

ประกาศนียบัตรของไมโครซอฟต์

ผลิตภัณฑ์ของบริษัทไมโครซอฟท์จัดได้ว่าเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ประกาศนียบัตรต่างๆ ของไมโครซอฟท์จึงเน้นในส่วนของระบบปฏิบัติการไมโครซอฟท์ วินโดวส์ 2000 มีดังต่อไปนี้

1. Microsoft Certified Professional (MCP) เป็น ประกาศนียบัตรที่ง่ายสุด เพียงสอบผ่านวิชาใดวิชาหนึ่งเพียง 1 วิชา ก็ได้รับ MCP แล้ว แต่มียกเว้นอยู่ 2 วิชาคือ Networking Essentials และ Microsoft Windows 2000 Accelerated Exam for MCPs Certified on Microsoft Windows NT 4.0 เท่านั้น

2. Microsoft Certified Systems Administrator (MCSA) มีข้อกำหนดว่าผู้ที่ได้รับประกาศนียบัตร MCSA ต้องสอบผ่าน 3 วิชาหลัก (Core Exam) และ 1 วิชาเลือก (Elective Exam) ผู้ที่เป็น MCSA เป็นผู้ที่มีความรู้ในการจัดการระบบ และสามารถแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบปฏิบัติการได้ ประกาศนียบัตร MCSA นี้เหมาะกับบุคลากรที่มีอาชีพดังนี้ system administrator, information system administrator, network administrator, network technician, network operation analyst และ technical support specialist เป็นต้น

3. Microsoft Certified Systems Engineer (MCSE) นับได้ว่าประกาศนียบัตรนี้เป็นประกาศนียบัตรหลัก มีความสำคัญ และเป็นที่ยอมรับมากที่สุด ผู้ที่ได้รับประกาศนียบัตร MCSE ต้องสอบผ่าน 5 วิชาหลัก และ 2 วิชาเลือก ผู้ที่เป็น MCSE เป็นผู้ที่มีความรู้ในการวางแผนและจัดการระบบ สามารถติดตั้งและดูแลบริหารงานระบบ รวมถึงสามารถใช้งานในส่วนของเซิร์ฟเวอร์แบบต่างๆ และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแก่ระบบปฏิบัติการได้ ประกาศนียบัตร MCSE นี้เหมาะกับบุคลากรที่มีอาชีพดังนี้ system engineer, system analyst, network engineer, network analyst และ consultant ต่างๆ เป็นต้น

4. Microsoft Certified Database Administrator (MCDBA) ผู้ที่ได้รับประกาศนียบัตร MCDBA ต้องสอบผ่าน 3 วิชาหลัก และ 1 วิชาเลือก ผู้ที่เป็น MCDBA มีความสามารถในการติดตั้งและดูแลจัดการในเรื่องของระบบฐานข้อมูลที่เป็น Microsoft SQL ได้เป็นอย่างดี ประกาศนียบัตร MCDBA นี้เหมาะกับบุคลากรที่มีอาชีพดังนี้ database administrator และ database operator เป็นต้น

5. Microsoft Certified Solution Developer (MCSD) ผู้ที่ได้รับประกาศนียบัตร MCSD ต้องสอบผ่าน 3 วิชาหลัก และ 1 วิชาเลือก ผู้ที่เป็น MCSD เป็นผู้ที่สามารถออกแบบและพัฒนาระบบตามความต้องการทางด้านธุรกิจได้ ประกาศนียบัตร MCSD นี้เหมาะกับบุคลากรที่มีอาชีพดังนี้ software engineer, software developer, software application developer และ application analyst เป็นต้น

6. Microsoft Certified Application Developer (MCAD) ผู้ ที่ได้รับประกาศนียบัตร MCAD ต้องสอบผ่าน 2 วิชาหลัก และ 1 วิชาเลือก ผู้ที่เป็น MCAD เป็นผู้มีความรู้ในการดูแลและพัฒนาระบบงาน ประกาศนียบัตร MCAD นี้เหมาะกับบุคลากรที่มีอาชีพดังนี้ programmer, software engineer, software developer และ software application specialist เป็นต้น

7. Microsoft Certified Trainer (MCT) ผู้ที่ได้รับประกาศนียบัตร MCT เป็นผู้ที่มีความรู้และความสามารถในการถ่ายทอดเทคโนโลยีของทางไมโครซอฟท์ โดยใช้เอกสารประกอบการอบรมของ Microsoft Official Curriculum (MOC) การที่จะได้รับประกาศนียบัตร MCT ต้องมีการสอบ MCT ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ คือ ต้องสอบได้ประกาศนียบัตร MCP และเข้ารับการอบรมในสถาบันที่ไมโครซอฟท์ยอมรับเป็น Microsoft CTEC และเรียนรู้ทักษะในการเป็นผู้สอน สุดท้ายสมัครและจัดส่งเอกสารให้แก่ทางไมโครซอฟท์ โดยอาจกระทำผ่านทางเว็บไซต์ของไมโครซอฟท์ก็ได้

8. Microsoft Office User Specialist (MOUS) ผู้ที่ได้รับประกาศนียบัตร MOUS เป็นผู้ที่สามารถใช้งานแอพพลิเคชันต่างๆ ของไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ชุดของผลิตภัณฑ์ไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ ที่สามารถใช้ในการสอบประกาศนียบัตร MOUS นี้ได้แก่ Microsoft Office 97, Microsoft Office 2000 และ Microsoft Office XP รวมถึง Microsoft Project 2000 ด้วย

9. Microsoft Office User Specialist (MOUS) Master Instructor ผู้ที่ได้รับประกาศนียบัตร MOUS Master Instructor เป็นผู้มีความรู้และความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ในส่วนของแอพพลิเคชัน ต่างๆ ของไมโครซอฟท์ ออฟฟิศโดยใช้ MOC ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การที่จะได้รับประกาศนียบัตร MOUS Master Instructor มีขั้นตอนคล้ายกับประกาศนียบัตร MCT

ประกาศนียบัตรของซิสโก้ ซิสเต็ม

ซิ สโก้เป็นบริษัทชั้นนำและมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในเรื่องของเทคโนโลยีในส่วน ของระบบเครือข่ายและผลิตภัณฑ์อุปกรณ์เครือข่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์เราเตอร์ โดยทั่วไปประกาศนียบัตรของซิสโก้จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

1. Network Installation and Support Certification
2. Network Engineering and Design Certification
3. Communication and Services Certification

นอก จากนั้นแล้วประกาศนียบัตรเหล่านี้ยังมีการแบ่งออกเป็นระดับอีก 3 ระดับ คือ ระดับ associate ระดับ professional และระดับ expert ประกาศนียบัตรต่างๆ ของซิสโก้ ได้แก่

1. Cisco Certified Network Associate (CCNA) เป็น ประกาศนียบัตรที่ผู้ที่ได้รับต้องมีความรู้ในเรื่องของระบบเครือข่าย สามารถติดตั้งและดูแลจัดการระบบเครือข่ายขนาดเล็กได้ CCNA นี้ไม่มีวิชาบังคับที่ต้องได้รับมาก่อน (Exam Prerequisite) เมื่อสอบผ่านวิชาใดวิชาหนึ่ง ก็สามารถได้รับประกาศนียบัตรนี้

2. Cisco Certified Network Professional (CCNP) เป็นประกาศนียบัตรที่ผู้ที่ได้รับต้องมีความรู้เป็นอย่างดีในเรื่องของระบบ เครือข่าย สามารถติดตั้งและดูแลจัดการระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ได้ การที่จะสามารถสอบ CCNP ได้ต้องสอบผ่าน CCNA มาก่อน

3. Cisco Certified Design Associate (CCDA) เป็นประกาศนียบัตรที่ผู้ที่ได้รับต้องมีความรู้ในเรื่องการออกแบบระบบเครือข่ายขนาดเล็กได้

4. Cisco Certified Design Professional (CCDP) เป็นประกาศนียบัตรที่ผู้ที่ได้รับต้องมีความรู้ในเรื่องการออกแบบระบบเครือ ข่ายขนาดใหญ่ได้ การที่จะสามารถสอบ CCDP ได้ต้องสอบผ่าน CCNA และ CCDA มาก่อน

5. Cisco Certified Internetwork Professional (CCIP) เป็น ประกาศนียบัตรที่ผู้ที่ได้รับต้องมีความรู้ในเรื่องการออกแบบ วางแผนในการจัดการระบบเครือข่าย สามารถติดตั้งและดูแลบริการระบบเครือข่ายได้

6. Cisco Certified Internetwork Expert (CCIE) เป็นประกาศนียบัตรขั้นสูงสุดในส่วนของ Network Installation and Support Certification และ Communication and Services Certification

ประกาศนียบัตรของซัน

ประกาศนีย บัตรของซัน เป็นเครื่องบ่งบอกถึงความสามารถของผู้ได้รับประกาศนียบัตรนี้ ในเรื่องของเทคโนโลยีในส่วนของจาวา และระบบปฏิบัติการโซลาริส มีประกาศนียบัตรในส่วนต่างๆ ได้แก่

1. Java Technology ในส่วนของเทคโนโลยีจาวามีประกาศนียบัตรต่างๆ คือ Sun Certified Programmer for the JavaTM 2 Platform เป็นประกาศนียบัตรในเรื่องของการใช้งานเทคโนโลยีจาวาแพลตฟอร์มของซัน Sun Certified Developer for the JavaTM 2 Platform เป็นประกาศนียบัตรที่ผู้ได้รับต้องมีพื้นฐานในเรื่องของโครงสร้างและซินแท็ก ของภาษาจาวาสำหรับการพัฒนาแอพพลิเคชันได้เป็นอย่างดี Sun Certified Web Component Developer for J2EETM 2 Platform เป็นประกาศนียบัตรสำหรับผู้พัฒนาเว็บแอพพลิเคชันด้วย J2EE และสุดท้าย Sun Certified Enterprise Architect for JavaTM 2 Platform, EnterpriseTM Edition เป็นประกาศนียบัตรที่เหมะสำหรับผู้ออกแบบโครงสร้างระบบด้วยภาษาจาวาใน มาตรฐาน J2EE

2. iPlanet มีประกาศนียบัตร คือ iPlanetTM Application Server 6.0 Certification เป็นประกาศนียบัตรการใช้งานแพลตฟอร์ม iPlanetTM Application Server 6.0 ของซัน

3. Solaris Operating Environment ในส่วนของ Solaris Operating Environment นี้มีประกาศนียบัตรต่างๆ คือ Sun Certified System Administrator for the SolarisTM Operating Environment เป็นประกาศนียบัตรที่ผู้ที่ได้รับต้องมีความสามารถในการใช้งานระบบปฏิบัติ การโซลาริสได้เป็นอย่างดี Sun Certified Network Administrator for the SolarisTM Operating Environment เป็นประกาศนียบัตรที่ผู้ที่ได้รับต้องมีความรู้ในเรื่องของระบบเครือข่ายบน ระบบปฏิบัติการโซลาริส

4. NetSun Certification Track ในส่วนนี้มีประกาศนียบัตรต่างๆ คือ Sun Certified Data Management Engineer เป็นประกาศนียบัตรที่ผู้ที่ได้รับต้องมีความรู้และความสามารถในเรื่องของการ จัดการส่วนของระบบฐานข้อมูล Sun Certified Backup and Recovery Engineer เป็นประกาศนียบัตรที่ผู้ที่ได้รับต้องมีความสามารถในเรื่องของการสำรองและ กู้คืนในส่วนของข้อมูลต่างๆ Sun Certified Storage Architect เป็นประกาศนียบัตรที่รับรองผู้ที่มีความสามารถในการออกแบบและดูแลระบบการจัด เก็บข้อมูลบนฐานข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Thanks : Low CosT