หน้าเว็บ

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2552

How to buy Wireless device

การเลือกซื้อ อุปกรณ์เครือข่ายไร้สาย(Wireless LAN)

การใช้งานเครือข่ายไร้สายมีอัตราการเติบโตเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วนับ ตั้งแต่ มาตรฐาน IEEE 802.11 เกิดขึ้น เครือข่ายไร้สายก็ได้รับการปรับปรุงและ พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งปัจจุบันเครือข่ายไร้สายสามารถใช้งาน ได้ด้วยความสะดวก และมีความปลอดภัยสูงขึ้นมาก

นอกจากนั้นก็ยังให้อัตราความเร็วของการสื่อสารที่เพิ่มสูงขึ้นจน สามารถตอบรับกับการใช้งาน ในด้านต่างๆ ได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง การใช้งาน วิดีโอสตรีมมิง มัลติมีเดียและการใช้งาน ด้านความบันเทิงต่างๆ สำหรับการประยุกต์ ใช้งานเครือข่ายไร้สายนับว่า มีอย่างหลากหลาย ซึ่งพอจะยกตัวอย่างได้ต่อไปนี้

...... ผู้ใช้งานตามบ้านเรือนที่พัก สามารถนำระบบเครือข่ายไร้สายมาใช้งานทั้งการแชร์ การใช้งาน อินเทอร์เน็ตร่วมกับสมาชิกในครอบครัว รับฟังและรับชมสื่อบันเทิง บนเครือขายอินเทอร์เน็ตผ่าน ผลิตภัณฑ์ไร้สาย แบบต่างๆ ได้จากทุกๆ ที่ภายในบริเวณ บ้านโดยไม่ต้องเดินสายนำสัญญาณให้ยากลำบาก

...... ผู้ใช้งานภายในองค์กร สามารถนำมาใช้เพื่อเพิ่มผลิตผลของการทำงานของพนักงาน ลดค่าใช้จ่าย ของการวางสายนำสัญญาณลง ใช้ขยายขอบเขตการใช้งานเครือข่ายเดิม ให้มีความยืดหยุ่น ในกิจการโรงแรมสามารถให้บริการแก่แขกผู้มาเข้าพักได้โดยสะดวก ร้านอาหารสามารถนำมาใช้บริการ กับลูกค้าที่เข้ามาสั่งอาหาร, ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินสายสัญญาณให้เข้าถึง จุดบริการต่างๆ มากขึ้น และสามารถให้บริการในจุดบริการที่สายสัญญาณไม่สามารถเข้าถึงได้เช่นกัน, ผู้บริหารระบบเครือข่ายสามารถเฝ้าตรวจสอบระบบ และปรับเปลี่ยนแก้ไขปัญหา ที่อาจเกิดขึ้นกับ ระบบเครือข่ายจากจุดใดก็ได้ ทำให้สะดวกและรวดเร็ว ต่อการจัดการมากขึ้น

...... ผู้ใช้งานภายในสถานศึกษา สถานศึกษาสามารถใช้เครือข่ายไร้สายโดยให้นักศึกษาสามารถเข้าเรียน ในแบบออนไลน์ได้ สามารถสืบค้นข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจากจุดใดจุดหนึ่ง ของสถาบันได้ ช่วยให้นักศึกษาสามารถใช้งานได้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น

มาตรฐานเครือข่ายไร้สาย IEEE 802.11

เครือข่ายไร้สายมาตรฐาน IEEE 802.11 ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2540 โดยสถาบัน IEEE (The Institute of Electronics and Electrical Engineers) ซึ่งมีข้อกำหนดระบุไว้ว่า ผลิตภัณฑ์เครือข่าย ไร้สายในส่วนของ PHY Layer นั้นมีความสามารถในการรับส่งข้อมูลที่ความเร็ว 1, 2, 5.5, 11 และ 54 เมกะบิตต่อวินาที โดยมีสื่อนำสัญญาณ 3 ประเภทให้เลือกใช้งาน อันได้แก่ คลื่นวิทยุย่านความถี่ 2.4 กิกะเฮิรตซ์, 2.5 กิกะเฮิรตซ์และคลื่นอินฟาเรด ส่วน.ในระดับชั้น MAC Layer นั้นได้กำหนดกลไกของการทำงานแบบ CSMA/CA (Carrier Sense Multiple Access/Collision Avoidance) ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับ CSMA/CD (Collision Detection) ของมาตรฐาน IEEE 802.3 Ethernet ซึ่งนิยมใช้งานบนระบบเครือข่ายแลนใช้สาย โดยมีกลไกในการเข้ารหัสข้อมูลก่อนแพร่กระจายสัญญาณไปบนอากาศ พร้อมกับมีการตรวจสอบผู้ใช้งานอีกด้วย

มาตรฐาน IEEE 802.11 .....ในยุคเริ่มแรกนั้นให้ประสิทธิภาพการทำงาน ที่ค่อนข้างต่ำ ทั้งไม่มีการรับรองคุณภาพของการ ให้บริการที่เรียกว่า QoS (Quality of Service) ซึ่งมีความสำคัญในสภาพแวดล้อมที่มีแอพพลิเคชัน หลากหลายประเภทให้ใช้งาน นอกจากนั้นกลไกในเรื่องการรักษาความปลอดภัย ที่นำมาใช้ก็ยังมีช่องโหว่ จำนวนมาก IEEE จึงได้จัดตั้งคณะทำงาน ขึ้นมาหลายชุดด้วยกัน เพื่อทำการพัฒนาและปรับปรุงมาตรฐาน ให้มีศักยภาพเพิ่มสูงขึ้น

มาตรฐาน IEEE 802.11a .....เป็นมาตรฐานที่ได้รับการตีพิมพ์และเผยแพร่เมื่อปี พ.ศ. 2542 โดยใช้เทคโนโลยี OFDM (Orthogonal Frequency Division Multiplexing) เพื่อพัฒนาให้ผลิตภัณฑ์ ไร้สายมีความสามารถ ในการรับส่งข้อมูล ด้วยอัตราความเร็วสูงสุด 54 เมกะบิตต่อวินาที โดยใช้คลื่นวิทยุย่านความถี่ 5 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นย่านความถี่ ที่ไม่ได้รับอนุญาต ให้ใช้งานโดยทั่วไปในประเทศไทย เนื่องจากสงวนไว้สำหรับ กิจการทางด้านดาวเทียม ข้อเสียของผลิตภัณฑ์มาตรฐาน IEEE 802.11a ก็คือมีรัศมีการใช้งาน ในระยะสั้น และมีราคาแพง ดังนั้นผลิตภัณฑ์ไร้สายมาตรฐาน IEEE 802.11a จึงได้รับความนิยมน้อย

มาตรฐาน IEEE 802.11b .....เป็นมาตรฐานที่ถูกตีพิมพ์และเผยแพร่ออกมาพร้อมกับมาตรฐาน IEEE 802.11a เมื่อปี พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีและได้รับความนิยมในการใช้งานกันอย่าง แพร่หลายมากที่สุด ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมา ให้รองรับมาตรฐาน IEEE 802.11b ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า CCK (Complimentary Code Keying) ร่วมกับเทคโนโลยี DSSS (Direct Sequence Spread Spectrum) เพื่อให้สามารถรับส่งข้อมูล ได้ด้วยอัตราความเร็วสูงสุดที่ 11 เมกะบิตต่อวินาที โดยใช้คลื่นสัญญาณวิทยุ ย่านความถี่ 2.4 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นย่านความถี่ที่อนุญาต ให้ใช้งานในแบบ สาธารณะทางด้านวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม และการแพทย์ โดยผลิตภัณฑ์ที่ใช้ความถี่ย่านนี้มีชนิด ทั้งผลิตภัณฑ์ ที่รองรับเทคโนโลยี Bluetooth, โทรศัพท์ไร้สายและ เตาไมโครเวฟ จึงทำให้การใช้งานนั้นมีปัญหา ในเรื่องของสัญญาณรบกวนของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ข้อดีของมาตรฐาน IEEE 802.11b ก็คือ สนับสนุน การใช้งานเป็นบริเวณกว้างกว่ามาตรฐาน IEEE 802.11a ผลิตภัณฑ์มาตรฐาน IEEE 802.11b เป็นที่รู้จักในเครื่องหมายการค้า Wi-Fi ซึ่งกำหนดขึ้นโดย WECA (Wireless Ethernet Compatability Alliance) โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้รับเครื่องหมาย Wi-Fi ได้ผ่านการตรวจสอบและรับรองว่าเป็นไป ตามข้อกำหนดของมาตรฐาน IEEE 802.11b ซึ่งสามารถใช้งานร่วมกัน กับผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิตรายอื่นๆ ได้

มาตรฐาน IEEE 802.11g ..........เป็นมาตรฐานที่ นิยมใช้งานกันมากในปัจจุบันและได้เข้ามาทดแทนผลิตภัณฑ์ที่ รองรับมาตรฐาน IEEE 802.11b เนื่องจากสนับสนุนอัตราความเร็วของการรับส่งข้อมูล ในระดับ 54 เมกะบิตต่อวินาที โดยใช้เทคโนโลยี OFDM บนคลื่นสัญญาณวิทยุ ย่านความถี่ 2.4 กิกะเฮิรตซ์ และให้รัศมีการทำงาน ที่มากกว่า IEEE 802.11a พร้อมความสามารถในการใช้งานร่วมกันกับมาตรฐาน IEEE 802.11b ได้ (Backward-Compatible)

มาตรฐาน IEEE 802.11e ..........เป็นมาตรฐานที่ออกแบบมาสำหรับการใช้งานแอพพลิเคชันทาง ด้านมัลติเมียอย่าง VoIP (Voice over IP) เพื่อควบคุมและรับประกันคุณภาพของการใช้งานตามหลักการ QoS (Quality of Service) โดยการปรับปรุง MAC Layer ให้มีคุณสมบัติในการรับรอง การใช้งาน ให้มีประสิทธิภาพ

มาตรฐาน IEEE 802.11f ..........มาตรฐานนี้เป็น ที่รู้จักกันในนาม IAPP (Inter Access Point Protocol) ซึ่งเป็น มาตรฐาน ที่ออกแบบมา สำหรับจัดการกับผู้ใช้งานที่เคลื่อนที่ข้ามเขตการให้บริการของ Access Point ตัวหนึ่งไปยัง Access Point อีกตัวหนึ่ง เพื่อให้บริการในแบบโรมมิง สัญญาณระหว่างกัน

IEEE 802.11h ..........มาตรฐานที่ออกแบบมาสำหรับ ผลิตภัณฑ์เครือข่ายไร้สายที่ใช้งานย่านความถี่ 5 กิกะเฮิรตซ์ ให้ทำงานถูกต้อง ตามข้อกำหนดการใช้ความถี่ของประเทศในทวีปยุโรป

IEEE 802.11i ..........เป็นมาตรฐานในด้านการรักษา ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครือข่ายไร้สาย โดยการปรับปรุง MAC Layer เนื่องจากระบบเครือข่ายไร้สายมีช่องโหว่มากมายในการใช้งาน โดยเฉพาะฟังก์ชัน การเข้ารหัสแบบ WEP 64/128-bit ซึ่งใช้คีย์ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับสภาพการใช้งาน ที่ต้องการความมั่นใจ ในการรักษาความปลอดภัย ของการสื่อสารระดับสูง มาตรฐาน IEEE 802.11i จึงกำหนดเทคนิคการเข้ารหัส ที่ใช้คีย์ชั่วคราวด้วย WPA, WPA2 และการเข้ารหัสในแบบ AES (Advanced Encryption Standard) ซึ่งมีความน่าเชื่อถือสูง

IEEE 802.11k ..........เป็นมาตรฐานที่ใช้จัดการ การทำงานของระบบเครือข่ายไร้สาย ทั้งจัดการการใช้งานคลื่นวิทยุให้มีประสิทธิภาพ มีฟังก์ชันการเลือกช่องสัญญาณ, การโรมมิงและการควบคุมกำลังส่ง นอกจากนั้นก็ยังมีการร้องขอและ ปรับแต่งค่าให้เหมาะสมกับการทำงาน การหารัศมีการใช้งานสำหรับเครื่องไคลเอนต์ที่เหมะสมที่สุดเพื่อให้ ระบบ จัดการสามารถทำงานจากศูนย์กลางได้

IEEE 802.11n ..........เป็นมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ เครือข่ายไร้สายที่คาดหมายกันว่า จะเข้ามาแทนที่มาตรฐาน IEEE 802.11a, IEEE 802.11b และ IEEE 802.11g ที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน โดยให้อัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูล ในระดับ 100 เมกะบิตต่อวินาที

IEEE 802.1x ..........เป็นมาตรฐานที่ใช้งานกับ ระบบรักษาความปลอดภัย ซึ่งก่อนเข้าใช้งานระบบเครือข่าย ไร้สายจะต้อง ตรวจสอบสิทธิ์ ในการใช้งานก่อน โดย IEEE 802.1x จะใช้โพรโตคอล อย่าง LEAP, PEAP, EAP-TLS, EAP-FAST ซึ่งรองรับการตรวจสอบผ่านเซิร์ฟเวอร์ เช่น RADIUS, Kerberos เป็นต้น

ผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานกับเครือข่ายไร้สาย

เครือข่ายไร้สายที่จะนำมาใช้งานประกอบขึ้นด้วยอุปกรณ์ประเภทต่างๆ มากมาย ซึ่งมีทั้งออกแบบมาสำหรับ ใช้งานกับผู้ใช้งานภายในบ้านและผู้ใช้งานภายในองค์กรต่างๆ

PCI Card ..........ในเมนบอร์ดรุ่นใหม่ๆ หลายๆ รุ่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมนบอร์ดในระดับไฮเอนด์ จะมีคุณสมบัติ ไร้สายแบบ Built-in ให้มาด้วย แต่ถ้าท่านต้องการให้ เครื่องคอมพิวเตอร์แบบพีซีที่มีอยู่ต้องการ ใช้งานร่วมกับระบบไร้สาย ได้ก็สามารถ เลือกติดตั้ง PCI Card ได้ ด้วยการถอดฝาครอบเครื่อง ของเราออกแล้วติดตั้ง เข้าไปได้ทันที การ์ดอีเทอร์เน็ตไร้สายแบบนี้นั้นจะมีเสาส่งสัญญาณแบบ Dipole ให้มาด้วย 1 เสา ถอดเปลี่ยนได้มาให้พร้อมกันด้วย ซึ่งผู้ใช้งานนั้นสามารถที่จะปรับองศา ให้หันไปทิศทางที่ Access Point ตั้งอยู่เพื่อให้ประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยน สัญญาณ ระหว่างกันนั้นดีขึ้นได้

PCMCIA Card ..........เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ที่มีจำหน่ายในปัจจุบันนี้นิยมผนวกรวมความสามารถในการใช้งาน เครือข่ายไร้สาย เข้าไว้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโน้ตบุ๊กที่ใช้งานเทคโนโลยี Intel Centrino ของทาง Intel แต่ถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊กของท่านไม่สามารถใช้งานเครือข่ายไร้สาย ก็สามารถหาซื้อ การ์ดแบบ PCMCIA CardBus Adapter มาติดตั้งได้ โดยลักษณะของตัวการ์ดจะมีขนาดเล็กเท่าบัตรเครดิต บางเบาและน้ำหนักน้อย จึงสามารถติดตั้ง เข้ากับสล็อตแบบ PCMCIA ของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ได้โดยง่ายทีเดียว

USB Adapter ..........เป็นการ์ดที่ออกแบบมาให้ใช้ งานได้ทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีและโน้ตบุ๊ก โดยมีให้เลือกใช้ ทั้งแบบที่เชื่อมต่อ ผ่านสายนำสัญญาณและในแบบที่ต่อเข้ากับพอร์ต USB โดยตรง การ์ดเครือข่ายไร้สายแบบ USB นับว่า ได้ให้ความคุ้มค่าสำหรับการใช้ทีเดียว Access Point เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เป็นตัวกลางในการรับและส่งข้อมูล ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้ง การ์ดเครือข่าย ไร้สายให้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ ลักษณะการทำงานจะเป็นเช่นเดียวกับ Hub ที่ใช้กับระบบเครือข่าย ใช้สาย โดย Access Point จะมีพอร์ต RJ-45 สำหรับใช้เพื่อเชื่อมโยงเข้ากับเครือข่ายใช้สายที่ใช้งานกัน

Wireless Broadband Router ..........อุปกรณ์ที่ ใช้เชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระดับ ADSL ซึ่งออกแบบมาสำหรับ จุดประสงค์ การใช้งาน อย่างหลากหลายเป็นทั้ง Router, Switch และ Access Point ปกติผู้ผลิตจะออกแบบมาให้มีพอร์ต เชื่อมต่อ กับคอมพิวเตอร์แบบใช้สายจำนวน 4 พอร์ต แต่ผู้ผลิตหลายรายก็ออกอุปกรณ์ที่มีขนาดเล็กขนาดพ็อกเก็ต ที่มีปุ่มสลับโหมด การทำงานมาให้ใช้ ซึ่งเหมาะสำหรับการเคลื่อนย้ายบ่อยครั้ง Wireless Bridge เป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาสำหรับใช้เชื่อมต่อเครือข่าย 2 เครือข่าย ให้สื่อสารกันได้ มีให้เลือกใช้งาน ทั้งแบบติดตั้ง ภายนอกซึ่งใช้เชื่อมต่อเครือข่ายระหว่างอาคาร และแบบที่ติดตั้งภายในอาคาร โดย Wireless Bridge มี 2 ลักษณะให้เลือกใช้ คือ แบบที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างจุดต่อจุด (Point-to-Point) และแบบจุดต่อหลายจุด (Point-To-Multipoint) Wireless PrintServer สำหรับเชื่อมต่อเข้ากับเครื่องพิมพ์เพื่อให้มีความสามารถ ในแบบไร้สาย มีทั้งรุ่นที่ออกแบบมา สำหรับ ใช้งานกับเครื่องพิมพ์ที่มีพอร์ต Parallel, USB หรือทั้งสองพอร์ต ร่วมกันด้วย PoE (Power over Ethernet) Adapter เป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาสำหรับแก้ไขข้อยุ่งยาก ในการเดินสายไฟฟ้าเพื่อใช้งานกับอุปกรณ์ ไร้สาย โดยหันมาใช้วิธีการจ่ายไฟผ่านสายนำสัญญาณ UTP ที่ยังมีคู่สายที่ยังไม่ถูกนำมา ใช้งานมาทำหน้าที่แทน ซึ่งอุปกรณ์PoE Adapter จะมี 2 ส่วน คือ Power Injector เป็นอุปกรณ์กำเนิดไฟฟ้าและนำสัญญาณ ข้อมูลจาก Switch Hub เข้าไปสู่อุปกรณ์ไร้สาย อย่าง Access Point และอีกอุปกรณ์เป็น Spliter ที่ใช้แยกสัญญาณข้อมูลและ ไฟฟ้าให้กับ Access Point ผู้ผลิตหลายรายในปัจจุบันออกแบบให้ Switch สนับสนุน มาตรฐาน IEEE 802.3af (PoE) มาพร้อมด้วย

คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์เครือข่ายไร้สายสำหรับการเลือกซื้อ

การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สำหรับใช้งานกับเครือข่ายไร้สายนั้น มีข้อพิจารณาไม่ได้แตกต่าง ไปจากผลิตภัณฑ์ เครือข่ายใช้สายเท่าใดนัก โดยคุณสมบัติที่ควรมีมีดังต่อไปนี้

มาตรฐานใดที่เหมาะสมสำหรับการใช้งาน ..........ใน ปัจจุบันมาตรฐานที่นิยมใช้กันงานกันอยู่จะเป็นมาตรฐาน IEEE802.11g ซึ่งรองรับ อัตราความเร็ว สูงสุด ในระดับ 54 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) ซึ่งเพียงพอ สำหรับการ ใช้งานโดยทั่วๆ ไปในปัจจุบันได้อย่างดี พร้อมกันนั้นก็ยังสนับสนุนการทำงานร่วมกันกับ มาตรฐานเดิมอย่าง IEEE802.11b ได้อย่างไร้ปัญหา แต่ในขณะนี้ก็เริ่มที่จะเห็นผู้ผลิต หลายๆ ราย ต่างส่งผลิตภัณฑ์ที่สนับสนุนเทคโนโลยี MIMO ออกมามากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นที่คาดหมายกันว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ เครือข่ายไร้สายที่ให้แบนด์วิดท์, ให้ประสิทธิภาพ การใช้งาน ที่มากกว่า และมีรัศมีการทำงานที่ดีกว่านั้นจะเข้ามาทดแทนมาตรฐาน IEEE 802.1g เดิม แต่ผลิตภัณฑ์ที่ จะใช้งานคุณสมบัติเหล่านี้ได้อย่างเต็มพิกัดจะต้อง เป็นอุปกรณ์จากซีรีส์เดียวกัน ซึ่งตอนนี้ยังมีราคาแพงอยู่มาก ดังนั้น การเลือกใช้อุปกรณ์สำหรับ มาตรฐาน IEEE802.11g จึงยังคงเป็นคำตอบที่คุ้มค่ามากที่สุดอยู่

ระบบอินเตอร์เฟซแบบไหนสำหรับคุณ ..........การ์ด อีเทอร์เน็ตไร้สายก็มีหลายแบบหลายชนิด ให้เราๆ ได้เลือกใช้เช่นเดียวกัน สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบ โน้ตบุ๊กคุณสมบัติแบบ ไร้สายดูจะถูกผนวกรวม มาพร้อมกับตัวเครื่องแล้ว แต่สำหรับท่านที่ยังต้องการการ์ดไร้สาย สำหรับโน้ตบุ๊กตัวโปรดอยู่ Wireless PCMCIA Card คือคำตอบสุดท้าย หรือถ้าอยากจะ ใช้งานร่วมกับ เครื่องพีซีอย่างคุ้มค่า ก็ควรเลือกการ์ดแบบ USB Adapter ที่ราคาอาจจะแพง ขึ้นมาหน่อยแต่ก็แลกมา กับความคุ้มค่าใช้งาน ได้หลากหลายกว่า สำหรับท่านที่มีเครื่องพีซี ก็มีอินเทอร์เฟซแบบ PCI Card มาเป็นตัวเลือก เช่นเดียวกัน ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมาพร้อม สายสัญญาณและเสาอากาศที่ตั้งบนที่สูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของ การสื่อสารได้ ผลิตภัณฑ์เชื่อมโยงสัญญาณระหว่างกัน นอกจากจะสนับสนุนการทำงานในแบบ Ad-Hoc หรือ Peer-to-Peer แล้ว ระบบเครือข่ายไร้สายก็ยังสามารถใช้ Access Point เป็นจุดเชื่อมต่อสัญญาณ กับเครือข่ายใช้สายเพื่อการแชร์การใช้ทรัพยากรร่วมกัน ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการ ได้ยืดหยุ่นกว่า ในแบบ Insfrastructure โดยถ้ายังไม่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตหรือติดตั้งระบบเครือข่าย มาก่อน ก็ควรจะเลือกใช้ อุปกรณ์อย่าง Wireless Router ที่มีคุณสมบัติในแบบ All-in-One จะให้ความคุ้มค่า ได้มากกว่า หรือถ้ามีการใช้งานเครือข่ายใช้สายและไร้สายอยู่ก่อนแต่ต้องการ เพิ่มประสิทธิภาพของการใช้งาน การเลือกใช้ Access Point ที่สนับสนุนโหมดการทำงาน แบบ Bridge และ Repeater ร่วมด้วย ดูจะเป็นการลงทุนที่ดูคุ้มค่ากว่า

ปกป้องการใช้งานด้วยระบบรักษาความปลอดภัย .......... สิ่งที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษในการจัดซื้อ ผลิตภัณฑ์ ระบบเครือข่ายไร้สายก็คือ การสื่อสารไร้สายนั้นเป็นการติดต่อ สื่อสาร ด้วยการใช้คลื่นวิทยุที่แพร่ไป ตามบรรยากาศ จึงต้องให้ความสนใจในการเข้ารหัสข้อมูล ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกัน การดักจับสัญญาณ จากผู้ไม่ประสงค์ดี การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ไร้สาย จึงต้องคำนึงถึงฟังก์ชันการเข้ารหัสที่ใช้ ซึ่งเทคนิค ที่ใช้งานโดยทั่วๆ ไป สำหรับผู้ใช้ตามบ้าน Wired Equivalent Privacy หรือ WEP ขนาด 64/128-bit ร่วมกับ MAC Address Filtering ก็ดูจะเพียงพอ แต่สำหรับการใช้งานภายในองค์กรนั้นเทคนิคการตรวจสอบ และกำหนดสิทธิ์การใช้งานต้องดูแข็งแกร่งกว่าโดยเลือกใช้ WPA (Wi-Fi Protected Privacy) ซึ่งใช้คีย์การ เข้ารหัสที่น่าเชื่อถือร่วมกันกับเทคนิค การตรวจสอบและการกำหนดสิทธิ์ในแบบ 2 ฝั่ง แบบอื่นๆ อย่าง RADIUS ร่วมด้วย จึงเป็นคำตอบที่เหมาะสม

เสารับส่งสัญญาณของผลิตภัณฑ์ ..........สำหรับเสา อากาศของการ์ดไร้สายนั้น ถ้าเป็นการ์ด แบบ PCMCIA และแบบ USB จะเป็นเสาอากาศ Built-in มาพร้อมตัวการ์ด ส่วนการ์ดแบบ PCI นั้น จะเป็นเสาอากาศแบบ Reverse-SMA Connector ซึ่งสามารถถอดออกได้ โดยที่พบเห็นจะเป็นทั้งในแบบเสาเดี่ยวๆ ที่หมุนเข้ากับตัวการ์ด และอีกแบบจะเป็นแบบ ที่มีสายนำสัญญาณต่อเชื่อมกับเสาที่ตั้งบนพื้น หรือยึดติดกับผนังได้ ซึ่งการเลือกซื้อนั้น ควรเลือกซื้อ เสาอากาศแบบหลัง เนื่องจากให้ความยืดหยุ่น ในการติดตั้ง มากกว่า

Thanks : bcoms.net

Pfsense + Squid + squidGuard + lightsquid

ติดตั้ง Pfsense + Squid + squidGuard + lightsquid

บันทึกฉบับนี้เขียนถึงการติดตั้งและคอนฟิกซ์ Squid ทำงานร่วมกับ squidGuard (เป็นตัวกรองเว็บ) และ lightsquid (เป็นตัวเก็บสถิติ)

หลัง จากติดตั้งและคอนฟิกซ์ pfSense เรียบร้อยแล้ว ทำการเพิ่ม add-on ที่จำเป็น ในที่นี้คือ proxy server ที่มีความสามารถสูง คือ Squid และโปรแกรมเสริมสำหรับ Squid ในการกรองเนื้อหาที่ไม่พึงประสงค์ (content filter) คือ squidGuard ที่ช่วยให้การบล็อกเว็บทำได้ง่ายขึ้นเยอะเลย

การ เพิ่ม package ของ Squid และ squidGuard ให้เข้าไปที่เมนู System -> Packages แล้วติดตั้งทั้ง 2 โปรแกรม แล้วทำการคอนฟิกซ์ สำหรับกรณีของผมทำดังนี้
1.Squid ไปที่เมนู Service -> Proxy Server

Proxy server: General settings

Proxy Interface : LAN
Allow user on interface : check
Transparent proxy : check
Do NOT proxy Private Address Space (RFC 1918) : check
Enabled logging : check (โปรแกรมจะเลือกที่เก็บ log ให้ คือ /var/squid/log)
Proxy port : 3128 (หรือ 8080 ก็ได้)

(นอกนั้นว่างไว้...)
กด Save

Proxy server: Cache management
Hard disk cache size : 10000 MB. (ตอนแรกโปรแกรมกำหนดให้ 100 MB. ทั้งนี้ผมเพียงทดสอบเท่านั้น)
Hard disk cache location : โปรแกรมตั้งให้เป็น /var/squid/cache
Memory cache size : 180 (RAM 512 / 3 = 170.66 ผมเลือก 180 อิๆ...)

(นอกนั้นว่างไว้...)
กด Save

2.squidGuard ไปที่เมนู Service -> Proxy Content Filter

Proxy Content filter SquidGuard: General settings
Enable : check กด Aply
Blacklist : check (เป็นการเรียกใช้ไฟล์ blacklist ที่บรรจุเว็บที่ต้องการบล็อกไว้ ซึ่งจะเก็บไว้ที่ /var/db/squidGuard/)


(นอกนั้นว่างไว้...)
กด Save



Proxy Content filter SquidGuard: Default

Default destination : เลือก deni เป็นบางอัน...หรือจะทั้งหมดก็ได้ แต่อันสุดท้ายต้องเป็น Allow


Not to allow IP addresses in URL : check
Enable log : check (ไม่ check ก็ได้ เป็นการบันทึก log)

แค่นี้เองเหรอ...ทำไมมันง่ายจังหว่า..???

หมายเหตุ // work around
เรา สามารถเก็บสถิติการใช้งานโดยเพิ่ม lightsquid เข้าไป โดยเมื่อได้ลองใช้ดูแล้วพบว่ามีบันทึกที่ค่อนข้างใช้ได้ และมีข้อสังเกตุดังนี้
  • หากเราไปตั้งค่าให้ rotate squid log มันจะเพิ่มคำสั่งใน crontab อัตโนมัติ...
    สำหรับผมได้ตั้งค่าให้ rotate ทุกวันศุกร์ ปรากฎว่าใน crontab จะมีบรรทัดเพิ่้มเข้ามาดังนี้...

    0 0 * * */1 root /usr/local/sbin/squid -k rotate > /dev/null

    รูปแบบ
    #minute hour mday month wday who command

    ผลคือ lightsquid ไม่ยอมทำงานในวันถัดไป ต้องกด refresh ในหน้า lightsquid แฮะ....

  • ลองแก้ crontab ให้แบ็คอัพ access.log (ใช้คำสั่ง cp /var/squid/log/access.log /home/shared/$DATE-access.log
    แต่ในการบู๊ตเครื่องครั้งต่อไป pfsense จะลบบรรทัดที่เราเพิ่มใน crontab ทิ้งไป ตอนนี้ยังหาวิธีการอยู่
  • ลอง เอาคำสั่ง rotate จาก lightsquid ออก และกำลังรอดูผล...ปรากฎว่า ต้องกด refresh เหมือนเดิม...(ถ้าไม่ถึงชั่วโมง lightsquid จะไม่บันทึกผล โดยกรนีนี้ตั้งค่าให้เก็บ log ทุก 1 ชั่วโมง ผลคือ หากมีคำสั่ง rotate พอเปิดเครื่อง จะไม่เก็บ access.log แต่พอเอาคำสั่ง rotate ออก มันเริ่มเก็บทันที ...ยังแปลกใจอยู่...)
  • ลองเอาคำสั่ง cache_swap_low 90, cache_swap_high 95 ออก (cache_swap_low 90 เริ่มเก็บ cache เมื่อพื้นที่ 90 % ของ disk cache ที่ตั้งไว้, และเก็บจนถึง 95 % ของ disk cache) เดาว่าคำสั่งนี้อาจทำให้ squid ไม่ยอมเก็บ cache เพราะเราตั้ง cache ไว้ที่ 1000 MB. แต่ตอนนี้ใช้พื้นที่ไปเพียง 500 MB. คือ 50 % จึงยังไม่ถึง cache_swap_low ที่ตั้งไว้ 90 %
  • รอดูผล...access.log เริ่มเก็บแล้ว....
สรุป
  • การเก็บ log ด้วย lightsquid ต้อง เอา cache_swap, rotate ออก ...???

Thanks : Hoke

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552

Serial Attach SCSI (SAS)

ทุกวันนี้บริษัทต่างๆ ต้องเผชิญกับปัญหาข้อมูลที่ต้องจัดเก็บนั้นมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างทวีคูณกว่าในอดีตที่ผ่านมา และแอพพลิเคชันใหม่ๆ นั้นก็มีความต้องการใช้ทรูพุตที่สูงมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องการความเสถียรในการใช้งานสูงด้วย รวมถึงกฎหมายใหม่ๆ ที่มีการกำหนดให้มีระยะเวลาในการจัดเก็บข้อมูลมากขึ้น เช่น กฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ที่เพิ่งประกาศเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2550 ที่ผ่านมาและมีผลบังคับใช้ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2550 นั้นมีการกำหนดให้บริษัทต้อง จัดเก็บข้อมูลจราจรเป็นเวลา 90 วัน และทางการสามารถร้องขอให้จัดเก็บเพิ่มเป็น 1 ปีก็ได้ เป็นต้น ทำให้การเก็บข้อมูลมีปริมาณมากขึ้นตลอดเวลา
ในขณะที่งบประมาณทางด้านไอทีนั้น ถูกควบคุม และ จำกัดมากขึ้น ทำให้อินเทอร์เฟซ SCSI แบบเดิม ๆ ไม่สามารถตอบโจทย์ในการจัดเก็บข้อมูลที่เพิ่มความต้องการมากขึ้นอย่างรวดเร็วได้ ทำให้หลายๆ บริษัทหันไปพิจารณาโซลูชันของการใช้อินเทอร์เฟซแบบ Fiber Channel (FC) แต่ก็ต้องแลกประสิทธิภาพกับเงินที่ต้องจ่ายเพิ่มมากขึ้น หรือการใช้อินเทอร์เฟซแบบ Serial ATA (SATA) แทนก็ต้องแลกราคาที่ลดลงกับประสิทธิภาพที่ลดลงด้วยเช่นกัน ดังนั้น Serial Attached SCSI (SAS) จึงเป็นคำตอบที่จะมาแทนที่เทคโนโลยีเดิมๆ เพราะสามารถช่วยทั้งเรื่องประสิทธิภาพและงบประมาณ

เปรียบเทียบอินเทอร์เฟซแบต่างๆ
เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพมากขึ้น จึงได้แบ่งเรื่องที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการเปรียบเทียบอินเทอร์เฟซแบบต่างๆ เป็น 4 ส่วนคือ ประสิทธิภาพในการใช้งานสูง, มีความเสถียรสูง, สามารถขยายได้ง่าย และ งบประมาณต่ำ โดยอินเทอร์เฟซแต่ละแบบมีคุณสมบัติดังนี้

1. SCSI ถือเป็นอินเทอร์เฟซที่เด่นในเรื่องประสิทธิภาพในการใช้งานและมีความเสถียร มากที่สุดในปัจจุบัน แต่ราคานั้นค่อนข้างสูงและขยายได้ไม่สะดวก
2. SATA ถือเป็นอินเทอร์เฟซที่ราคาถูกที่สุดในปัจจุบัน นิยมใช้กับการแบ็กอัพแบบ Disk-to-Disk แต่ไม่เหมาะกับงานที่ต้องการเรื่องประสิทธิภาพและเสถียรภาพในการใช้งาน
3. Fiber Channel ถือเป็นอินเทอร์เฟซที่มีประสิทธิภาพในการใช้งานสูง, มีความเสถียรสูง, สามารถขยายได้ง่าย มักนิยมใช้กับ NAS แต่ก็มีข้อเสียที่ราคาสูงมาก
4. SAS ถือเป็นคำตอบที่สามารถตอบโจทย์ทั้ง 4 ข้อได้ รวมถึงสามารถใช้ร่วมกับฮาร์ดดิสก์ที่เป็น SATA ได้ด้วย (สำหรับข้อมูลที่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงมากนัก) ทำให้ประหยัดมากขึ้นอีก

เพิ่มความเร็วในการทำงาน
สำหรับบริษัทที่มีปัญหาความเร็วในการทำงานของไอโอของ SCSI HBA อันเป็นเหตุทำให้เซิร์ฟเวอร์รันแอพพลิเคชันได้ช้าลง หรือในช่วงที่มีปริมาณทราฟฟิกสูง ๆ อาจทำให้เกิดไทม์เอาท์ได้ วิธีการแก้ปัญหานี้ที่หลาย ๆ บริษัทนำมาใช้ก็คือการกระจายแอพพลิเคชันไปรันบนเซิร์ฟเวอร์หลาย ๆ ตัว แต่ด้วยอินเทอร์เฟซแบบ SAS HBA กับเซิร์ฟเวอร์เดิม โดยไม่ต้องมีการลงทุนซื้อเซิร์ฟเวอร์ใหม่เพิ่มเติม แต่ความเร็วในการรับส่งข้อมูลของ SAS HBA ที่สูงถึง 3 Gbps ซึ่งสูงกว่าการรับส่งข้อมูลของ SCSI แบบเดิมที่ 320 Mbps เกือบสิบเท่า ทำให้ประหยัดต้นทุนในการเพิ่มความเร็วในการทำงานอย่างมาก
โดย SAS HBA ช่วยลดทรูพุตที่เป็นคอขวดของไอโอที่เชื่อมต่อภายในกับอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล หรือ Direct-Attached Storage (DAS) ทำให้ขยายจำนวนอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลเพิ่มสูงสุดถึง 16,000 จุดต่อเซิร์ฟเวอร์ตัวเดียว
แต่อย่ามัวแต่ดีใจกับข้อดีทั้งหลายที่กล่าวไปในเบื้องต้นเท่านั้น ข้อเสียก็มีเช่นกัน เช่น SAS HBA ไม่อนุญาตให้ใช้ N-Port ID Virtualization (NPIV) ทำให้ผู้ดูแลระบบจะต้องตั้งชื่อ SAS HBA หนึ่งชื่อต่อหนึ่งเซิร์ฟเวอร์ และหากคุณต้องการใช้ network-attach SCSI หรืออุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่เป็น FC ร่วมกับ SAS HBA คุณจะต้องใช้บริดจ์ หรือ เราท์เตอร์ ช่วยให้ SAS HBA สามารถสื่อสารกับอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบดั้งเดิมได้

ลดต้นทุนด้วยการใช้ร่วมกับดิสก์ไดร์ฟแบบ SATA
SAS อนุญาตให้ผสมผสานดิสก์ไดร์ฟที่มีอินเทอร์เฟชเป็น Serial Attached SCSI และ Serial ATA เพื่อประหยัดต้นทุน และประสิทธิภาพ โดยใช้ดิสก์ไดรฟ์ที่เป็น SATA สำหรับข้อมูลที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลบ่อยนักเพราะราคาดิสก์ไดรฟ์ ถูกกว่า แต่สำหรับข้อมูลที่ต้องการความรวดเร็วและความน่าเชื่อถือในการเรียกใช้งาน ให้ใช้ดิสก์ไดรฟ์ที่เป็น SAS แทน

จากตัวอย่างในรูปที่ 3 เป็นการเชื่อมต่อ SAS HBA เพื่อขยายดิสก์ภายนอกจากเดิมที่มีดิสก์แบบ SATA ภายในเซิร์ฟเวอร์เพียง 4 ลูก ทำให้มีประสิทธิภาพสูงกว่าการเชื่อมต่อภายนอกแบบ SATA โดยตรงและขยายจำนวนดิสก์ไดรฟ์ที่ใช้งานได้จำนวนมากขึ้นตัวอย่างการใช้วิธี การเชื่อมต่อแบบนี้ได้แก่ data warehouse, databases, decision support

จากตัวอย่างในรูปที่ 4 เป็นการเชื่อต่อโดยใช้ SAS Expander เพื่อขยายจำนวนดิสก์ภายนอก ซึ่งสามารถขยายได้สูงถึง 16,000 ลูก ในขณะที่ประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อเทียบเท่ากับ drive แบบ FC/SCSI ทีเดียว ตัวอย่างการใช้วิธีการเชื่อมต่อแบบนี้ได้แก่ data warehouse, databases, transaction processing, decision support

จากตัวอย่างในรูปที่ 5 เป็นการเชื่อมต่อโดยใช้ FC Switch เข้ามาช่วยในการทำ multi-pathing และ failover ทำให้มีความน่าเชื่อถือของระบบมากขึ้นเหมาะสำหรับระบบที่ไม่ต้องการให้เกิด การล้มเหลวขึ้นในระบบ ตัวอย่างการใช้วิธีการเชื่อมต่อแบบนี้ได้แก่ data warehouse, databases, transaction processing, decision support


ความปลอดภัยในการใช้งาน
การทำโซนนิ่งและการรักษาความปลอดภัยบนอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลเป็นอีกฟังก์ชัน หนึ่งที่เป็นพื้นฐานการใช้งาน SAS ในทุกวันนี้ เพื่อให้มั่นใจว่า SAS HBA สามารถทำถึงได้เฉพาะ LUN ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ผู้ดูแลระบบจะต้องกำหนด LUN ให้กับพอร์ตใน SAS array เพื่อควบคุมการเข้าถึง LUN โดยการพาร์ทิชัน หรือ LUN masking บน SAS Storage array และการทำโซนนิ่งบน SAS expanders
โดย SAS expanders มี 2 ประเภทคือ edge expanders และ fan-out expanders
1. edge expander จะปลั๊กเข้ากับพอร์ต SAS บนเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งจะสามารถสนับสนุนเพิ่มได้มากถึง 128 ชุด โดยจำกัดระยะทางไม่เกิน 8 เมตร
2. fan-out expander จะเพิ่มความสามารถในการทำการเราท์ติ้งและฟีเจอร์รวมถึงราคาด้วย แต่ก็ยังคงสนับสนุนได้แค่ 128 ชุด เช่นกัน

แต่อย่างไรก็ตามควรที่จะจำกัดจำนวนของโซนบน SAS expanders ไม่ให้เกินสามเพราะ expanders จะเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดว่าจะให้ข้อมูลไหลไปยังอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลตัวใดที่ ต่ออยู่กับมัน แม้ว่าในปัจจุบัน จำนวนและความสามารถในการสร้าง SAS โซนนั้นจะถูกจำกัดใน fan-out expanders และ hybrid expander (ผสมระหว่าง fan-out และ edge) ซึ่งจะมีการปรับปรุงในสเป็คของ SAS-2 ที่กำลังพัฒนากันอยู่ต่อไป

บทสรุป
แม้ว่าบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลหลาย ๆ บริษัทเริ่มย้ายการผลิตอุปกรณ์จากไอโอที่เป็น SCSI ไปเป็น SAS HBA ในการเชื่อต่อภายใน เช่นบริษัท EMC มีนโยบายที่จะลดการผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่มีการเชื่อมต่อแบบ SCSI ในปัจจุบัน และจะเลิกผลิตในปี 2008 แต่ถึงกระนั้นก็ตามยังมีปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้ SCSI ยังคงความนิยมอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่
1. อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลและเทปไดรฟ์ที่เป็นมาตรฐาน SAS ยังคงอยู่ในแล็ป หรือ เพิ่งจะเริ่มทยอยเข้าสู่ตลาดในปัจจุบัน
2. อุปกรณ์ที่เป็น Parallel SCSI HBA นั้นเติบโตอย่างเต็มที่ และลูกค้ามั่นใจเรื่องเสถียรภาพในการทำงาน
3. อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลรุ่นเก่า ๆ จำนวนมากสามารถใช้อินเทอร์เฟซแบบ SCSI เท่านั้น
ดังนั้นแม้เทคโนโลยีใหม่จะก้าวหน้าเพียงใด หากในบริษัทของคุณยังมีดิสก์ไดรฟ์ที่เป็นมาตรฐานเก่าและยังไม่พร้อมจะปรับ เปลี่ยนในวันนี้ ก็ขอให้ศึกษาและเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริษัทของคุณก่อนจะตัดสินใจใดๆ นะครับ

Thanks : สุรชาติ พงศ์สุธนะ

Security of VoIP is ............. ?

IP Telephone แท้จริงแล้วเป็นเพียงแอพพลิเคชันตัวหนึ่งในเน็ตเวิร์กเท่านั้น ความเป็นไปได้ที่จะถูกโจมตีจึงไม่ได้เป็นสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายแต่ อย่างใด แต่ยังโชคดีอยู่บ้างที่ประเด็นเรื่องการรักษาความปลอดภัยบน VoIP นั้นได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันบ้างแล้ว

หากจะถามว่าระบบรักษาความปลอดภัยของ VoIP (Voice over IP) นั้นพร้อมรับมือกับการถูกโจมตีในรูปแบบต่างๆ แล้วหรือยัง ตรงนี้คงขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ตอบ ตัวอย่างเช่น Irwin Lazar นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Burton Group กล่าวว่า “เรื่องการรักษาความปลอดภัยของ VoIP ในระดับองค์กรนั้นพูดกันจนเลยเถิดไป กลายเป็นว่าผู้คนต่างกังวลกับการถูกโจมตีจนลืมมองว่าจริงๆ แล้วความเป็นไปได้มีแค่ไหน” อีกความเห็นจาก Roger Farnsworth ผู้จัดการฝ่ายการตลาดด้านความปลอดภัยในการสื่อสารด้วยเทคโนโลยีไอพีจาก Cisco กล่าวว่า “ความปลอดภัยของ VoIP นั้น มีไม่น้อยไปกว่าความปลอดภัยที่ได้รับจากการใช้โทรศัพท์ธรรมดา อีกทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีด้านไอพีและแอพพลิเคชันทางด้านเสียง จะยิ่งทำให้ความปลอดภัยเพิ่มสูงขึ้นไปอีก”

แต่ความเห็นที่ต่างออกไป คงเป็นของ Mark Collier CEO ของ Secure Logix ซึ่งเป็นบริษัทที่จำหน่ายอุปกรณ์ด้าน Voice Management และ Security Platform สำหรับระบบโทรศัพท์ธรรมดาและระบบ VoIP โดยกล่าวว่า “VoIP นั้นทำงานอยู่บนพื้นฐานของเทคโนโลยีไอพีทำให้ยากที่จะเชื่อว่า VoIP นั้นมีปลอดภัยสูงกว่า e-mail, web, หรือ DNS” แน่นอนว่าหากเป็นเช่นนั้นจริงๆ แล้วคงไม่มีองค์กรหรือบริษัทใดเลยที่ต้องการหันมาใช้งาน VoIP แทนระบบโทรศัพท์แบบเดิมที่มั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัย

ก็แค่แอพพลิเคชันตัวหนึ่งเท่านั้น

VoIP นั้นแท้จริงแล้วอาจถือได้ว่าเป็นแอพพลิเคชันตัวหนึ่งที่ทำงานบนไอพีเน็ต เวิร์ก ซึ่งหัวใจหลักของเทคโนโลยี IP Telephony ในปัจจุบันประกอบด้วยส่วนต่างๆ คือ
Control Server ที่ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการเช่น Linux, Windows, หรือ VxWorks
VoIP Client ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งตัวเครื่องโทรศัพท์แบบไอพีหรือซอฟต์แวร์ก็ได้
VoIP Gateway ทำหน้าที่ให้การเชื่อมต่อระหว่าง VoIP และ PSTN เน็ตเวิร์ก

มาตรฐาน ที่ IP Telephony ใช้อยู่ในปัจจุบันคือชุดโพรโตคอล H.323 ของ ITU หรือโพรโตคอล SIP ของ IETF สำหรับเซิร์ฟเวอร์กับไคลเอ็นต์ และโพรโตคอล MGCP (Media Gateway Control Protocol) หรือ Megaco/H.248 สำหรับ Gateway โดยทั้งหมดนี้ทำงานอยู่บนเน็ตเวิร์กสื่อสารข้อมูลร่วมกับข้อมูลอื่นๆ ซึ่งหมายถึงต้องใช้อุปกรณ์ต่างๆร่วมกันไม่ว่าจะเป็น Router, Switch หรือแม้กระทั้งต้องมีการอินเทอร์เฟซกับแอพพลิเคชันอื่นๆ รวมไปถึงการส่ง Message ไปมาระหว่างกัน

ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้อย่างแน่นอนที่ ระบบ VoIP อาจมีจุดอ่อนที่ทำให้ถูกโจมตีได้เช่นเดียวกับแอพพลิเคชันอื่นๆ ซึ่งประเภทของการถูกโจมตีนั้นมีได้หลากหลายประเภทรวมไปถึงการโจมตีแบบ DoS, ไวรัส, หนอน, โทรจัน, การดักจับแพ็กเก็จ (Packet Sniffing), สแปม, และ Phishing เป็นต้น อาจสงสัยว่า VoIP จะถูก Spam กับ Phishingได้ด้วยหรือ แน่นอนว่าไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น ในการ Spam บน VoIP นั้นเราเรียกว่า SPIT (Spam over Internet Telephony) สมมุติว่าหากเราต้องการโทรศัพท์หาลูกค้าซัก 100 คน เราก็ต้องทำการหมุนโทรศัพท์ทั้งหมด 100 ครั้ง แต่หากเราอัดเสียงที่ต้องการโฆษณาไว้เป็น WAV ไฟล์แล้วอัพโหลดไปไว้ที่เครื่องเป้าหมาย จากนั้นสั่งให้เครื่องเป้าหมายทำการโทรออกโดยใช้ IP Telephony ไปยังลูกค้าหรือเครื่องปลายทางที่ใดก็ได้จำนวน 2,000 เครื่องพร้อมๆ กันก็เป็นการทำ Spam โดยใช้ VoIP แล้ว ส่วนการทำ Phishing นั้นโดยปกติจะใช้วิธีซ่อน ID ของ ผู้โทรต้นทางเอาไว้แล้วแกล้งทำทีเป็นหน่วยงานที่น่าเชื่อถือซักหน่วยงาน หนึ่ง ติดต่อไปยังผู้รับปลายทางแล้วหลอกเอาข้อมูลที่ต้องการไปอย่างไม่ยากเย็น

ถึง กระนั้นก็ตาม Vendor และผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายต่างให้ความเห็นว่า IP PBX นั้นทำงานด้วยระบบปฏิบัติการที่หลากหลาย (ซึ่งปกติแล้วระบบปฏิบัติการเหล่านั้นจะถูกทำให้ปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยการอัพ เดต Patch อยู่ อย่างสม่ำเสมอ) และมาตรฐานที่ใช้ก็ยังหลากหลายอีก ทั้งยังอยู่ในช่วงที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงในบางกรณีอาจจะเป็นมาตรฐานที่ออกแบบมาเฉพาะตัวผลิตภัณฑ์ด้วยซ้ำไป เช่น Skinny Call Control โพรโตคอลของ Cisco เป็นต้น เมื่อรวมกันจะทำให้การเป็นเป้าหมายที่จะถูกโจมตีนั้นเป็นไปได้ยากกว่า แอพพลิเคชันอื่นๆ

ภัยอีกรูปแบบที่ VoIP อาจเจอได้คือการโจมตีแบบ man-in-the-middle (แฮกเกอร์จำลองตัวเองเป็น SIP Proxy แล้วทำการ Log รายละเอียดของ Call แต่ละ Call เก็บไว้) และ Trust Exploitation (แฮกเกอร์ทำการแฮกเข้าไปยังเซิร์ฟเวอร์ข้อมูลโดยอาศัย Trust Relationship ที่เซิร์ฟเวอร์ข้อมูลมีกับ VoIP เซิร์ฟเวอร์) อีกรูปแบบคือการแอบเข้ามาใช้ VoIP เพื่อโทรทางไกล (ส่วนใหญ่จะใช้โทรไปต่างประเทศ) (Toll Fraud) ซึ่งทำโดยการแฮกเข้ามายัง Voice Gateway แล้วทำการโทรออก โดยที่ค่าโทรทั้งหมดจะตกอยู่กับบริษัทที่ถูกแฮก นอกจากนี้การดักฟังก็ถือเป็นภัยของ VoIP เช่นกัน โดยอาศัยเครื่องมือพิเศษ 2 ตัวที่หาได้ฟรีๆ คือ tcpdump และ VOMIT (Voice over Mis-configuration Internet Telephony) ทำการรวบรวมข้อมูลการพูดคุยผ่านระบบ IP ทั้งหมดเอาไว้แล้วแปลงการสนทนานั้นทั้งหมดกลับเป็นไฟล์ WAV เพื่อเปิดฟังในภายหลังได้

นอกจากการถูกโจมตีโดยทางตรงแล้ว ยังอาจถูกโจมตีโดยทางอ้อมได้อีกด้วยเพราะการทำงานของ VoIP นั้นต้องอาศัยแอพพลิเคชันอื่นๆ ร่วมด้วย ซึ่งแอพพลิเคชันเหล่านั้นอาจตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีได้เช่นกัน เช่น SQL Slammer นั้นแม้จะพุ่งเป้าการโจมตีไปยัง MS SQL Server เป็นหลัก แต่เนื่องจากระบบ VoIP ที่ใช้ Call Manager Telephony Server ของ Cisco นั้นต้องทำงานร่วมกับ MS SQL Server เมื่อ SQL Server ถูกโจมตี ระบบ VoIP นั้นๆ ก็จะใช้งานไม่ได้ไปด้วย

อุปสรรคของการแก้ปัญหา

คุณภาพ เสียงของ VoIP เป็น สิ่งหนึ่งที่จะต้องรักษาให้อยู่ในระดับที่รับได้ โดยหากต้องการให้คุณภาพเสียงใกล้เคียงกับคุณภาพเสียงที่ได้จากการใช้ โทรศัพท์ธรรมดานั้น จะต้องควบคุมการหน่วงเวลาที่เกิดขึ้นในกระบวนการของ VoIP ทั้งหมดให้มีค่าไม่เกิน 150 mSec ซึ่งกระบวนการที่ว่านั้นประกอบด้วยการแปลงสัญญาณสียงซึ่งกินเวลาประมาณ 30 mSec และระยะเวลาที่ข้อมูลเสียงใช้ในการเดินทางไปยังปลายทางจะอยู่ในช่วงประมาณ 100-125 mSec สำหรับการโทรทางไกลโดยใช้ Public IP Network กระบวนการทั้งหมดนี้ยังไม่รวมเวลาที่ใช้ไปในส่วนของระบบการรักษาความปลอดภัย เช่น Firewall, encryption, และ Intrusion Prevention

นอกจากนี้ Firewall ที่ถูกใช้งานอยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่ไม่รองรับการทำงานของ VoIP หรือแม้กระทั่งไม่สนับสนุนการทำงานของมาตรฐานโพรโตคอล SIP และ H.323 เลย เช่น การทำงานของ SIP จะต้องใช้ Port ทั้งหมด 3 Port โดยมีเพียง Port เดียวที่เป็น Static Port ส่วน H.323 นั้นมีเพียง Port 7 และ 11 เท่านั้นที่เป็น Static นอกนั้นเป็นแบบ Dynamic อีกทั้งโพรโตคอลทั้งสองนั้นใช้ทั้ง TCP และ UDP ที่มีจุดกำเนิดจากทั้งภายในและภายนอกเน็ตเวิร์ก สรุปว่าหากใช้ Firewall ทั่วไปจะต้องทำการตั้งค่าเพื่อเปิด Port จำนวนมากทิ้งเอาไว้ ซึ่งในทางการรักษาความปลอดภัยแล้วเป็นสิ่งที่รับไม่ได้อย่างมาก นอกจากเรื่อง Port แล้ว SIP และ H.323 ยังใช้วิธี Embed IP Address ในส่วนของ Header ด้วย ทำให้อาจเกิดปัญหากับการทำงานของ NAT ที่อยู่ใน Firewall หรือ Router ได้อีกเช่นกัน

หากเป็นบริษัทหรือผู้ให้บริการ สื่อสารขนาดใหญ่แล้ว อาจสามารถลงทุนในการนำอุปกรณ์ราคาแพงเช่น SBC (Session Border Controllers) มาใช้ในการจัดการเกี่ยวกับ NAT และการเปิด Port ได้ อย่างไรก็ตาม Firewall รุ่นใหม่ๆ จากผู้ผลิตอุปกรณ์ที่มีชื่อเสียงเช่น Check Point, Juniper, และ WatchGuard ได้เริ่มที่จะสนับสนุนการทำงานของ VoIP กันบ้างแล้วโดยใช้เทคโนโลยี NAT Traversal ซึ่งจะทำการเปิดและปิด Port อัตโนมัติ (Dynamic) โดยอาศัยการมอนิเตอร์ VoIP Session และยังสามารถปรับปรุงคุณภาพ (QoS) ของ VoIP ใน บางเรื่องได้อีกด้วย แต่ทั้งหมดนี้อาจทำให้ต้องมีการอัพเกรดอุปกรณ์ทั้งในส่วนฮาร์ดแวร์และ ซอฟต์แวร์ รวมถึงการเลือกซื้อที่ต้องทำอย่างระมัดระวังอีกด้วย

ทางออกที่เหมาะสม

แม้ VoIP อาจถูกโจมตีได้ในหลากหลายรูปแบบ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีรายงานใดเกี่ยวกับการโจมตีหรือความเสียหายที่เกิดขึ้น กับระบบ VoIP ขององค์กรเลย สาเหตุอาจเนื่องมาจากวิธีการป้องกันที่ทั้ง Vendor และผู้ชำนาญการทั้งหลายคิดค้นขึ้น แต่ประเด็นจริงๆ กลับอยู่ที่การใช้งาน VoIP ในระดับองค์กรส่วนใหญ่จะเป็นระบบปิด หมายความว่า Packet ข้อมูลจะวิ่งอยู่แต่เฉพาะ LAN ภายในขององค์กรเท่านั้น หรือหากเป็นทราฟิกจากภายนอกก็จะต้องผ่าน PSTN Gateway เสียก่อน การใช้งาน VoIP อยู่ภายใน LAN นั้นทำให้ง่ายต่อการจัดการทั้งในเรื่องคุณภาพเสียงและความปลอดภัย หากเป็นทราฟิกระหว่างสาขาโดยปกติก็จะเชื่อมต่อกันด้วย Link ที่มีความปลอดภัยสูงอยู่แล้ว ดังนั้นโดยส่วนใหญ่การรักษาความปลอดภัยให้กับ VoIP ที่ใช้เฉพาะภายในองค์กรจะหมายถึงการรักษาความปลอดภัยให้กับ Server, Switch, และ Gateway รวมไปถึงการปรับตั้งค่า Firewall และ IPS ให้เหมาะสมเพียงเท่านั้น

บางกรณี Vendor อาจแนะนำให้แยกทราฟิกของ Voice และ Data ออกจากกัน เพื่อให้ง่ายในการป้องกันการตกเป็นเป้าหมายของ Malware, การดักฟัง, และการโจมตีแบบ DoS แต่การแยกทราฟิกของ Voice ออกมาวิ่งในเน็ตเวิร์กเฉพาะจะทำให้จุดเด่นในเรื่องค่าใช้จ่ายในการลงทุนระบบ VoIP ด้อยลงไป แต่ยังดีที่มาตรฐาน 802.1Q ที่มีอยู่ใน Switch อาจช่วยได้บ้างเพราะ 802.1Q นั้นเป็นมาตรฐานในการทำ VLAN เพื่อแยก Voice ออกจาก Data เพียงแค่ใส่การป้องกันลงไปในจุดที่ Voice และ Data มาพบกันก็เพียงพอแล้ว แต่ต้องไม่ลืมที่จะปรับตั้งค่าต่างๆของ VLAN ให้เหมาะสมเพื่อการป้องกันที่ดี

อีกประเด็นที่ Vendor หรือผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยแนะนำคือหลีกเลี่ยงการใช้งาน Softphone (โทรศัพท์แบบซอฟต์แวร์) เพราะ Softphone นั้นทำให้ไม่สามารถแยกแยะทราฟิกของ voice และ Data ออกจากกันได้ การใช้เครื่องโทรศัพท์แบบไอพีนั้นสามารถระบุ MAC address ให้กับหมายเลขไอพีได้ ทำให้ความปลอดภัยสูงขึ้น นอกจากนี้การใช้ Digital Certificate เพื่อตรวจสอบสิทธิการเชื่อมต่อระหว่างตัวอุปกรณ์และเซิร์ฟเวอร์ก็เป็นอีก วิธีในการรักษาความปลอดภัย รวมไปถึงการใส่รหัส PIN ด้วย โดยสรุปแล้วการป้องกันต่างๆเท่าที่จะทำได้ก็มีเช่น การเข้ารหัสข้อมูลเสียง, การเข้ารหัสการจัดการ VoIP แบบอินเตอร์เอ็กทีฟ และการเข้ารหัสสัญญาณเสียงทั้งชุด(Voice Stream) เป็นต้น

อนาคตที่ท้าทาย

แม้ การใช้งาน VoIP ส่วน ใหญ่ในปัจจุบันจะเป็นการใช้ภายในองค์กรซึ่งทำให้การจัดการด้านความปลอดภัย อยู่ภายใต้การควบคุมได้ แต่แนวโน้มในอนาคตนั้นองค์กรต้องการใช้งาน VoIP ใน ลักษณะที่เปิดกว้างมากขึ้น ส่วนใหญ่เพื่อการโทรระหว่างประเทศเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำ นั่นหมายความว่าต้องมีการเปลี่ยนการใช้งานจากวงจรโทรศัพท์แบบเดิมมาเป็นวงจร โทรศัพท์ VoIP ซึ่งในปัจจุบันมีผู้ให้บริการอยู่หลายรายเช่น Broadwing, Global Crossing, Level 3 Communication, และ MCI แน่นอนว่าในทันทีที่องค์กรเปิดการใช้งาน VoIP ให้ เชื่อมกับภายนอก ก็สามารถตกเป็นเป้าในการถูกโจมตีได้ในเวลาเดียวกัน ยิ่งมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นเท่าใดการควบคุมในเรื่องความปลอดภัยยิ่งทำได้ ยากขึ้นตามไปด้วย

ปัจจุบันมีองค์กรหลายแห่งได้ปรับเปลี่ยนเน็ตเวิร์ กภายในของตนเองจากการใช้สายทองแดงแบบเดิมที่เป็น PSTN มาเป็นการใช้ IP ผ่านเคเบิลใยแก้วเพื่อลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว และทำการเชื่อมต่อกันเองในกลุ่มคู่ค้าทำธุรกิจ (Peer-to-Peer) โดยไม่ผ่านผู้ให้บริการโทรคมนาคมแต่อย่างใด แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ

นอกจาก นี้เมื่อการใช้งาน VoIP เป็นไปในลักษณะเปิดมากขึ้น การแยกทราฟิกของ Voice ออกจาก Data จะทำได้ยากขึ้นหรืออาจทำไม่ได้เลย รวมไปถึงการหลีกเลี่ยงการใช้งาน SoftPhone จะทำได้ยากขึ้นด้วย เนื่องจากจะเป็นการสวนทางกับกระแสการพัฒนาของ VoIP และแอพพลิเคชันที่ใช้งานร่วมกัน เพราะในปัจจุบันการพัฒนาต่างๆ จะมุ่งไปในทิศทางที่มองทราฟิกของ Voice ว่าเป็นประเภทหนึ่งของ Data ในองค์กร ซึ่งการพัฒนาเหล่านั้นก็อยู่ภายใต้กรอบมาตรฐานของ IP และโพรโตคอล SIP อยู่แล้ว

ตัวอย่างหนึ่งของการมอง Voice เป็นส่วนหนึ่งของ Data คือการเติบโตของผู้ให้บริการโทรศัพท์ที่โด่งดังอย่าง Skype และอีกหลายรายที่มีลักษณะเดียวกัน ซึ่งมองได้ว่าเป็นการพัฒนาของ VoIP ที่เกิดขึ้นโดยมีเป้าหมายในการโทรศัพท์เป็นหลัก ไม่ได้สนใจทิศทางที่เป็นมาตรฐานมากนัก

นอกจากนี้ระบบการป้องกันและ รักษาความปลอดภัยที่ Vendor ต่างๆ พากันแนะนำให้ใช้นั้น ยังไม่สามารถนำมาใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพและแพร่หลาย เพราะแม้ว่าเราสามารถเข้ารหัสและทำ Authentication ให้กับข้อมูลเสียงและ Signaling ต่างๆ ได้ตามคำแนะนำ แต่การลงมือทำจริงๆนั้นไม่ง่ายเอาเสียเลย หรือการป้องกันโดยการใช้ Key แม้ในทางทฤษฎีแล้วเป็นสิ่งที่ดี แต่ในทางปฏิบัติแล้วยังไม่สามารถหาวิธีการแลกเปลี่ยน Key เหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพเลย

แม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มี รายงานเกี่ยวกับการถูกโจมตีของ VoIP ก็ไม่ได้หมายความว่ามันยังไม่เกิดขึ้น เพราะมีความเป็นไปได้ว่าหลายๆหน่วยงานโดยเฉพาะที่ทำธุรกรรมด้านการเงินหรือ Call Center อาจเคยถูกโจมตีมาบ้างแล้ว แต่ไม่ทราบว่าเป็นการโจมตีทาง VoIP หรือ แม้จะทราบก็ไม่รู้ว่าจะเรียกมันว่าอะไรจึงเหมาะสม ซึ่งตามปกติแล้วเหตุการณ์หรือความบ่อยครั้งที่จะถูกโจมตีหรือตกเป็นเป้าหมาย นั้น จะเกิดขึ้นจนเห็นได้ชัดเมื่อเทคโนโลยีนั้นได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่และมี การใช้งานอย่างแพร่หลาย จนเป็นที่ยั่วยวนใจบรรดาผู้ไม่ประสงค์ดีที่จะเข้ามาโจมตี ซึ่งตอนนั้นเราคงได้ยินได้ฟังหรืออาจเจอการโจมตีเข้ากับตัวเองก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามความพยายามในการรับมือกับเหตุการณ์เหล่านั้นก็มีอยู่อย่างต่อ เนื่อง บรรดา Vendor ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น BorderWare, Secure Logix, และ TrippingPoint ได้ปรับปรุง Firewall และ IPSec ที่ใช้สำหรับ VoIP ขึ้นมา โดยเน้นไปที่การป้องกันในระดับแอพพลิเคชันเลเยอร์โดยเฉพาะ

ท้ายสุด แล้วเราจะเห็นว่า VoIP จะต้องเจอกับการโจมตีในรูปแบบที่ไม่ต่างจาก e-mail, IM และแอพพลิเคชันอื่นๆ ในเครื่อง PC ต้อง เจอ แต่ด้วยความพร้อมและการเตรียมการในเรื่องความปลอดภัยที่ดี ปัญหาต่างๆก็อาจเบาบางลงได้ เมื่อรวมกับประโยชน์ที่จะได้รับจากการนำ VoIP มาใช้งานเข้าด้วยแล้ว ปัญหาต่างๆยิ่งมองดูเล็กลงไปอีก

ป้องกันก่อนโดนโจมตี

ทุก วันนี้ e-mail ซักฉบับกว่าจะผ่านเข้าออกเน็ตเวิร์กในหน่วยงานได้นั้นต้องถูก Scan ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแน่ใจว่าปลอดภัยจึงผ่านไปมาได้ เหตุการณ์แบบเดียวกันนี้จะต้องเกิดกับทราฟิกของ VoIP อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่จะต้องใช้วิธีการหรืออุปกรณ์เช่น Firewall ที่แตกต่างออกไปและซับซ้อนมากขึ้นเพื่อคอยมอนิเตอร์ทราฟิกของ VoIP ในระดับแอพพลิเคชัน level

VoIP ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นการใช้ภายในองค์กรแทบทั้งสิ้น ส่วนการเชื่อมต่อกับโลกภายนอกนั้นจะต้องผ่าน VoIP Gateway และวงจร PSTN Trunk ซึ่งในอนาคตอันใกล้ก็คงจะเปลี่ยนไปเป็น VoIP Trunk ที่ในปัจจุบันมีผู้ให้บริการโทรคมนาคมหลายรายให้บริการอยู่ เมื่อถึงเวลานั้นองค์กรที่ต้องการใช้งานจำเป็นจะต้องเปลี่ยนหรือปรับปรุง Firewall ที่มีใช้อยู่ให้สามารถรองรับการทำงานร่วมกับ VoIP ได้

ทั้ง ยังต้องทำใจรับการโจมตีในรูปแบบต่างๆ เช่น man-in-the-middle, spam, หรือการดักฟัง ซึ่งจะต้องพบเจอแน่นอน และการรับมือนั้นต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจถึงตัวทราฟิกของ Voice อยู่พอสมควร

Vendor ที่พัฒนา Solution เพื่อรับมือกับการโจมตี VoIP มีหลายรายเช่น SecureLogix, BorderWare เป็นต้น โดย BorderWare ได้ออกอุปกรณ์ชื่อ SIPassure ออกมา ซึ่งเป็น Proxy Firewall ที่รองรับมาตรฐาน SIP ในการทำ Authenticate เพื่อเข้ามาใช้งานของ User และทำ Deep Packet Inspection รวมถึงกำหนด Policy การใช้งานให้กับ User แต่ละรายได้ เพื่อให้สามารถรับมือกับการโจมตีในระดับแอพพลิเคชันได้ในหลายรูปแบบเช่น malformed message, buffer overflow, DoS, RTP (Real-Time Transport Protocol) session hijacking, รวมทั้งการ Injection RTP Packet ที่ไม่ได้รับการตรวจสอบสิทธิแทรกเข้ามาใน RTP flow ที่มีอยู่ นอกจากนี้ SIPassure ยังสามารถที่จะป้องกันการลักลอบเข้ามาขโมยข้อมูลส่วนตัว (Identity Theft), การปลอมแปลงในการแสดงตน (Impersonation), และการดักฟังได้ด้วย แถมด้วยมีการป้องกันการ Spam อีก เนื่องจาก SIPassure สามารถวิเคราะห์ได้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมี Call จำนวนมากเกิดขึ้นพร้อมๆกันโดยมี IP address เดียวกันหมด

ทาง SecureLogix นั้นได้พัฒนาวิธีการป้องกันที่สามารถใช้ได้ทั้งการโทรศัพท์ในแบบเดิมและแบบ ใช้ VoIP โดยใช้ชื่อว่า ETM (Enterprise Telephony Management) Suite ซึ่งเป็นการควบคุมในส่วน Firewall และ IPS ในระดับ Voice-application-level โดยภาพรวมแล้วทำงานไม่ต่างจาก SIPassure มากนัก

การ ทำงานของ Voice Firewall จะทำหน้าที่ป้องกันการโจมตีแบบ DoS และแบบอื่นๆ ได้ไม่ว่าจะผ่านมาทาง VoIP หรือ PSTN ส่วน IPS จะใช้การตรวจสอบ Signature เป็นหลักในการตรวจสอบ นอกจากนี้ยังสามารถบันทึกเสียงและตรวจสอบประสิทธิภาพในการทำงานได้หากได้มี การกำหนดไว้ใน Policy ของ User รายนั้นๆ นอกจากนี้ทั้งสองรายต่างสนับสนุนการทำ QOS ของ VoIP ทราฟิกได้อีกด้วย

ด้าน IPS Vendor ก็ไม่ยอมน้อยหน้า ซึ่งรวมถึง TippingPoint (ตอนนี้ถูก 3com ซื้อไปแล้ว) ได้ออกผลิตภัณฑ์ที่สนับสนุนมาตรฐาน SIP และ H.323 รวมถึงมีความสามารถในการตั้งค่า SIP session แบบ Real-Time ได้ และสนับสนุนการตรวจสอบ Packet ที่มีความผิดปกติ (Tear-Down Tracking) ได้ด้วย และที่ขาดไม่ได้คือการทำ QOS ให้กับ VoIP และ NFR Security ก็มีผลิตภัณฑ์ชื่อ Sentivist IPS ซึ่งให้การป้องกัน Packet ของ VoIP ได้อยู่แล้ว


Thanks : dnsthailand.net

Firewall VS. Firewall…Final Score!

Firewall VS. Firewall…Final Score!

Hardware Firewall รักษาความปลอดภัยได้ดี แต่เรื่องการพัฒนาให้ทันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี Software Firewall ทำได้ดีกว่าครับ และแม้ว่าตัว Software Firewall เองจะทำงานร่วมกับ Third Party Solution ได้ดีแต่เรื่องความเร็วในการทำงานก็สู้ Hardware Firewall ไม่ได้ เมื่อต่างมีข้อดีแบบนี้ สถานการณ์ใดควรเลือก Firewall ชนิดใดมาปกป้องระบบเน็ตเวิร์ค เชิญชมได้เลยครับ
เป็นเรื่องที่จะให้คำตอบได้ยากจริงๆ ครับว่าระหว่าง Hardware Firewall กับ Software Firewall อย่างไหนจะ “ดี” กว่ากัน เพราะปัจจุบัน เทคโนโลยีไม่ได้เป็นตัวแปรเดียวที่จะทำให้เกิดการพัฒ นา Firewall ขึ้นมาครับ แต่ปัจจัยด้านความต้องการของตลาด ล้วนแล้วแต่ส่งผลให้เกิดภาวะเบี่ยงเบนทางวิศวกรรมทั้ งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็น Hardware Firewall ที่มีให้เลือกสำหรับองค์กรทุกขนาด ไม่ว่าจะใหญ่ระดับร้อย ระดับพัน User หรือเล็กขนาดเพียง 30 User ก็มีให้เลือกใช้งาน ด้านฝ่าย Software Firewall ก็มีนักพัฒนานำไปโหลดบน Appliance Server จนได้ความเร็วและความน่าเชื่อถือในการทำงานไม่แพ้ Hardware Firewall เพราะการทำ Appliance Server มันจะช่วยลดการทำต้มยำสเป็กเครื่องโดย User ที่อยากจะใส่อะไรลงไปก็ใส่ โดยไม่รู้ว่าจะช่วยเพิ่มหรือไปช่วยเป็นอุปสรรคของการ ทำงานกันแน่
หากตัดเอาความผันผวนทางด้านการตลาดเหล่านี้ออก แล้วเลือกพิจารณาเฉพาะสิ่งที่เป็นแก่นของ Firewall แต่ละชนิด วิธีตัดสินว่าระบบของคุณเหมาะสมกับ Firewall ชนิดใด สามารถมองประโยชน์ใช้สอยได้ดังนี้ครับ

Hardware Firewall
เป็นอุปกรณ์ที่มีความเร็วในการทำงานสูง และมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากการออกแบบฮาร์ดแวร์ที่เฉพาะเจาะจง ยากและไม่คุ้มค่าที่แฮกเกอร์จะเจาะ เพราะการเจาะฮาร์ดแวร์ Firewall นั้น มักจะต้องพัฒนาวิธีการเฉพาะสำหรับฮาร์ดแวร์นั้น ๆ ขึ้นมาก่อน มีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการของฮาร์ดแวร์ในระดับต ่ำสุด (ถ้าไม่เจตนาจะประกาศสงครามกับ Firewall ยี่ห้อนั้นจริงๆ ก็คงจะไม่เหนื่อยทำ) Hardware Firewall จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้สำหรับ
- เป็นจุดผ่านทางของ Zone ที่ถูกรุมล้อมเล่น Server Farm คือใช้ประโยชน์ในเรื่องของความเร็วเป็นหลัก
- เป็นจุดผ่านทางของ Packet ที่ต้องมีการเข้ารหัส (Encryption) ที่วิ่งผ่าน Local Area Connection เช่น IPSec ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากการออกแบบในลักษณะ ASIC หรือ Application Specific Integrated Circuit
- เป็นตัวป้องกัน Zone ที่มีลักษณะของการถูกโจมตีแบบไม่หลากหลาย เนื่องจากเป็น Zone ของการให้บริการหรือขอรับบริการกับโลกภายนอกแบบคาดเด าได้ (ซึ่งก็คือ Server Farm นั่นเอง) ซึ่งก็คือการเลี่ยงข้อด้อยในเรื่องของความสามารถในกา รปรับเปลี่ยนตัวเองของ Hardware Firewall ให้เป็นไปตามความหลากหลายในการจู่โจม
อาจจะกล่าวง่ายๆ ได้ว่า ความแข็งแกร่งและความรวดเร็วของ Hardware Firewall เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งกับการปกป้องพื้นที่สำคัญที่มีก ารให้บริการในลักษณะของการโดนรุมล้อม (ความเร็วสูง) และมีรูปแบบการให้บริการซ้ำๆ อย่าง Server Farm มากที่สุด (รูปแบบจำกัด)

Software Firewall
ข้อดีของ Software Firewall คือความหลากหลายครับ และจุดนี้คือจุดแข็งของ Firewall ชนิดนี้ ทำให้ Software Firewall นั้นเหมาะสำหรับการใช้งานเพื่อ...
- เป็นประตูกั้นระหว่างผู้ใช้งานภายในองค์กร กับระบบเครือข่ายภายนอก เช่น อินเตอร์เน็ต ซึ่งมีวิธีการจู่โจมระบบในรูปแบบใหม่ ๆ รายวัน Firewall ที่จะมารับมือกับ Thread ต่าง ๆ เหล่านี้จึงแทบจะต้องปรับเปลี่ยนกันแบบรายวัน
- เป็นประตูกั้นระหว่า User กับ User ด้วยกันเอง เช่นกั้นระหว่าง Wireless LAN User กับ Wired LAN User เป็นต้น ซึ่งจะเน้นไปที่การทำงานร่วมกับ User database หรือ Authentication mechanism อื่น ๆ ที่จำเป็นจะต้องอาศัย API เข้ามาเกี่ยว (Application Program Interface)
ที่บอกว่า Software Firewall เหมาะสำหรับการปกป้องในรูปแบบนี้นั้น เป็นเพราะภัยที่มากับพฤติกรรมการใช้งานของ User นั้นค่อนข้างมีความหลากหลาย ยากแก่การคาดเดา หรืออาจจะเดาไม่ได้เลยทีเดียว แถมยังเป็นพื้นที่ที่ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวและควบคุมได้ ยาก จึงต้องเอา Firewall ที่สามารถปรับตัวได้ดีและเร็วแบบ Software Firewall อย่างเช่น Kerio WinRoute Firewall ซึ่งสามารถทำงานร่วมกับ Third Party Solution ได้มากมายไม่ว่าจะเป็น Anti-Virus Engine ชั้นนำเพื่อให้เกิดความปลอดภัยอย่างสมบูรณ์ที่สุด

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้มีการเทรวมกันของฟีเจอร์สินค้าและความต้อ งการทางการตลาด ทำให้เส้นเขตแดนระหว่าง Software Firewall กับ Hardware Firewall ค่อยๆ ลบเลือนหายไปจากดินแดนของ Firewall ข้อแนะนำเดียวที่ดีที่สุดสำหรับการเลือกใช้ Firewall ให้เหมาะสมกับการใช้งานก็คือ
ศึกษา Configuration ของระบบเน็ตเวิร์คในองค์กรของเราเอง
ศึกษา Feature ของสินค้าที่มีอยู่ในตลาด
นำทั้ง 2 อย่างมาแสวงหาจุดร่วมกัน อะไรที่ตอบสนองพฤติกรรมและความต้องการของคุณได้มากที ่สุด นั่นก็คือสิ่งที่เหมาะสมกับองค์กรของคุณ และนั่นคือคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับการรักษาความปลอดภั ยให้กับระบบเน็ตเวิร์คของคุณเองครับ
ให้ระลึกเอาไว้เสมอครับ เวลาที่เราจะซื้อเทคโนโลยี ขอให้เทคโนโลยีนั้น มาตอบสนองเรา และให้ความสามารถของมัน เป็นตัวตอบสนองให้ระบบของเราบรรลุเป้าหมาย ไม่ใช่หาเทคโนโลยีก่อนแล้วค่อยดูว่ามันทำอะไรได้บ้าง และเราก็สร้างระบบตามความสามารถของเทคโนโลยีนั้น จุดประสงค์และความต้องการ ต้องมาก่อนเสมอครับ เราต้องนำหน้าเทคโนโลยี และอย่าให้เทคโนโลยีมาจูงเราได้

ที่มา : unlimitpc.com